รวม 35 สถานที่เที่ยวรับลมหนาว

Last updated: Oct 28, 2020  |  14 จำนวนผู้เข้าชม  |  Articles

รวม 35 สถานที่เที่ยวรับลมหนาว

ฤดูหนาว

เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นระยะที่ขั้วโลกใต้หันเข้าหาดวงอาทิตย์ ตำแหน่งลำแสงของดวงอาทิตย์ทำมุมฉากกับผิวพื้นโลกขณะเที่ยงวันจะอยู่ทางซีกโลกใต้ ทำให้ลำแสงที่ตกกระทบกับพื้นที่ในประเทศไทยเป็นลำแสงเฉียงตลอดเวลา ทำให้อากาศในประเทศไทยหนาวเย็นโดยทั่วไป เว้นแต่ในภาคใต้จะไม่ค่อยหนาวนัก และบริเวณชายฝั่งตะวันออกของภาคใต้จะมีฝนตกชุกในช่วงนี้

 

ช่วงฤดูหนาวในประเทศไทย ประชาชนจะนิยมท่องเที่ยวในเขตภาคเหนือ บริเวณแถบที่สูงและภูเขา เช่น เที่ยวชมทิวทัศน์บนดอยต่างๆ ชมอุทยานพรรณไม้ฤดูหนาว มีทะเลหมอกท่ามกลางอากาศหนาวเย็น หากอุณภูมิต่ำมากๆ ถึง 1 องศาเซสเซียสจะมีโอกาสได้ชมแม่คะนิ้งหรือน้ำค้างแข็ง ซึ่งปัจจุบันมีการจัดสถานที่ท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นที่นิยมมาก นอกจากนี้ยังมีประเพณีของไทยที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศหนาวเย็นในช่วงนี้ด้วย

หลายพื้นที่ในประเทศไทยอากาศก็เริ่มหนาวกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน หรือแถบเทือกเขาสูงของผืนป่าตะวันตก ทัศนียภาพและธรรมชาติต่างเพียบพร้อมรอให้ทุกท่านไปชมความงามของพวกเขาแล้ว ชื่นชมเพียงอย่างเดียวนะครับ อย่าทำลาย ที่สำคัญต้องรักษากฎของสถานที่ด้วย ความสวยงามของธรรมชาติจะได้คงอยู่ให้เราดูไปอีกนาน …



ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง : หรือที่มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า “โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” ตั้งอยู่ในหมู่บ้านรวมไทย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยเมื่อก่อนพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่อันตรายเพราะอยู่ขอบชายแดนไทยกับพม่า มีการลักลอบปลูกพืชและค้ายาเสพติด แถมยังมีขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอีกต่างหาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชินินาถทรงเป็นห่วงความเป็นอยู่ของชนกลุ่มน้อยต่างๆ เลยมีพระราชดำริให้พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ รวมถึงการสร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ตรงนี้อีกด้วย

มีลักษณะเป็นพื้นที่เป็นอ่า งเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสู ง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นทิวสนที่ ปลูกเรียงรายกัน ปางอุ๋ง ที่หลายๆ คนอาจยังไม่เข้าใจความหมาย คำว่า “ปาง” ซึ่งหมายถึงที่พักของคนทำงา นในป่า ส่วน “อุ๋ง” นั้น เป็นภาษาเหนือหมายถึงที่ลุ่ มต่ำ คล้ายกระทะใบใหญ่มีน้ำขังเฉ อะแฉะ ก็น่าจะหมายถึงที่พักริมอ่า งเก็บน้ำนี่เอง ภาพอันสวยงามของไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาป

กับบรรยากาศอันหนาวเหน็บในย ามเช้า ทำให้ปางอุ๋ง กลาย เป็น เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ยอดฮิตสุดแสนโรแมนติกติดอัน ดับต้นๆของ แม่ฮ่องสอน ที่ปางอุ๋งมีเต้นท์ให้เช่าด้วยนะครับ ราคาอยู่ที่ 450 บาท พร้อมที่รอง หมอน ถุงนอน นอนหลับสบายเลยครับ อาหารก็มีขาย ใครไม่ได้เตรียมของไปก็สามา รถไปได้ ยิ่งช่วงนี้ อากาศเริ่มเย็นแล้ว ห้ามพลาดเลยครับ คนกำลังน้อย เงียบสงบ ไม่วุ่นวายดีครับ 




ดอยหลวงเชียงดาว 

ดอยหลวงเชียงดาว : เป็นชื่อเขาหินปูนล้วนทั้งล ูก อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป ่าดอยเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ยอดสูงสุดของดอยเชียงดาว เรียกว่า ดอยหลวงเชียงดาว (เพี้ยนมาจากคำที่ชาวบ้านใน ละแวกเปรียบเทียบดอยนี้ว่าส ูง เพียงดาว) นับเป็นยอดดอยที่สูงอันดับ 3 ของประเทศรองจากดอยอินทนนท์ และผ้าห่มปก

ป่าบนดอยเชียงดาวเป็นลักษณะ เฉพาะแบบป่าละเมาะเขา หรือกึ่งแถบหนาว การเที่ยวดอยเชียงดาวนั้น เป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบ บการเดินป่า ในเส้นทางเดินนักท่องเที่ยว จะได้รับความเพลิดเพลิน และความรู้จากธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีส่วนในการดูแ ลรักษาระบบนิเวศอันเปราะบาง ด้วย โดยเราจะเดินทางผ่านป่าสน ทุ่งหญ้าและป่าดิบชื้นขึ้นไ ปเรื่อยๆ จนเมื่อขึ้นไปสูงๆจะได้เห็น กลุ่มพืชล้มลุกสลับกับพืชพุ ่มเตี้ย ซึ่งเป็นสังคมพืชกึ่งอัลไพน ์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญขอ งดอยเชียงดาว

จะพบกับพืชที่หายากยิ่ง อาทิ ชมพูเชียงดาว เป็นพืชล้มลุก มีดอกสีชมพูเข้ม ลักษณะคล้ายแตรเล็ก ๆ เรียงเป็นชั้น ๆ เป็นพืชพบได้บนยอดดอยเชียงด าวแห่งเดียวในโลก นอกจากนั้นยังมีพืชหายากอีก หลายชนิด อาทิ กุหลาบเชียงดาว ค้อดอยเชียงดาว ดอกหรีดเชียงดาว คำปองหลวง และกล้วยไม้สิรินธร กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ของโลกที ่เพิ่งค้นพบไม่นานมานี้ กล่าวได้ว่าดอยเชียงดาวเป็น พื้นที่ที่มีความสำคัญทางพฤ กษศาสตร์มากที่สุด แห่งหนึ่งในประเทศไทย

ทางขึ้นดอยหลวงมี 2 ทาง มี เด่นหญ้าขัด กับ ปางวัว สองทางนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยวิธีการเดิน
เด่นหญ้าขัด – ทางจะยาวกว่า มีระยะทางจากจุดเดินถึงจุดย อดสุด 8.5 กิโลเมตร แต่เป็นทางที่เดินสบายกว่า สามารถชม นก ชมไม้ ได้ตลอดระยะทางแบบไม่เหนื่อ ย ข้างทางสวยมากนะเออ แต่ค่าโดยสารทางนี้จะแพงกว่ า
ปางวัว – ทางนี้สั้นกว่า ระยะเดินถึงจุดยอด 6.5 กิโลเมตร ทางเดินนั้นเริ่มก็สูงชัน บั่นกำลังขาเลย ข้างทางไม่มีอะไรให้ดู มีเพียงซอกหินกับดินเศษหญ้า ที่จับน้ำค้างลื่นๆ ต้องเดินอย่างระวังกันทุกฝี ก้าวเลยทีเดียว ( ลูกหาบมักใช้ทางนี้แบกของแบ กน้ำขึ้นไป )



เชียงคาน 

เชียงคาน : เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงสุดชายแดนไทย เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย  ที่คงยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบประเพณี การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ แห่งนี้ กำลังเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ภาพบ้านเก่าๆที่เรียงรายติด กันอยู่ริมถนนชายโขง ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลา ยรุ่นต่าง หลั่งไหลเดินทางกันมาที่นี่

เชียงคาน เมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขงสุดชายแดนไทย เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ที่คงยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ขนบประเพณี การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งหาดูยากในปัจจุบัน เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ แห่งนี้ กำลังเป็นที่สนใจ ของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก  ภาพบ้านเก่าๆที่เรียงรายติดกันอยู่ริมถนนชายโขง ดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวหลายต่อหลายรุ่นต่าง หลั่งไหลเดินทางกันมาที่นี่ บ้านเรือนที่เมืองเชียงคานจะแบ่งออกเป็นซอย เล็กๆ เรียกว่า ถนนศรีเชียงคาน ขนานคู่กันไปไปกับถนนใหญ่ ซึ่งเป็นถนนสายหลัก เริ่มตั้งแต่ถนนศรีเชียงคาน ซอยที่ 1- 24  แบ่งเป็นถนนศรีเชียงคานฝั่งบนกับฝั่งล่างซึ่งชื่อซอยเหมือนกัน

ถนนศรีเชียงคานฝั่งล่าง คือ ถนนเส้นที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าแก่ ที่พัก โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และร้านค้าเก๋ มากมายซึ่งถนนในเส้นนี้ จะเรียกว่า “ถนนชายโขง” ซึ่ง ระยะทางกว่า  2 กิโลเมตร  เป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยว นิยมมาปั่นจักรยานชมบรรยากาศ ถ่ายรูปเล่น ชมบ้านไม้สมัยเก่า แต่ก็มีบางส่วนเป็นตึกแถวสร้างใหม่ ซึ่งทาง เทศบาลไม่อนุญาตให้ปลูกสร้าง เพราะต้องการอนุรักษ์ สภาพแวดล้อม บริเวณถนนสายนี้ให้เป็นบ้านไม้ทั้งหมดเป็นการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเชียงคาน แต่ถึงแม้บ้านไม้เก่าๆ ถึงแม้ถูกดัดแปลง ให้เป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ บ้านพักโฮมสเตย์ไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรความ สงบเรียบง่ายของวิถีชีวิต รอยยิ้มที่ แสนจะจริง ของผู้คนในเมืองนี้ ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้เมืองเชียงคานแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ

การเดินทางไปเชียงคาน
1. โดยรถยนต์ส่วนตัว
– จากกรุงเทพ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1(พหลโยธิน) เมื่อถึงจ. สระบุรีใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ผ่าน อ. ปากช่องลำตะคองแยกซ้ายเข้าอ.สีคิ้ว จ. นครราชสีมาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอ.ด่านขุนทดเข้าสู่ จ. ชัยภูมิ แยกขวาและไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านอ. คอนสวรรค์ อ. แก้งคร้อ ,อ. ภูเขียว,อ.ชุมแพ จ. ขอนแก่น เมื่อ เชื่อมกับทางหลวงหมายเลข 12 แยกซ้ายไปทางอ .คอนสาร จากนั้นแยกขวาไปตามทางหลวง หมายเลข 201 สู่เขต จ.เลยอีกที ที่ภูผาม่าน ผ่านภูกระดึง วังสะพุง ถึงตัวเมืองเลย สุดท้ายแยกขวาสู่อ.เชียงคาน รวมระยะทางประมาณ 597 ก.ม.

2. โดยรถสาธารณะ
รถโดยสารไปเชียงคาน มีเฉพาะของ บริษัทขนส่ง เท่านั้น ที่ไปถึงเมืองเชียงคาน โดยตรง
– กรุงเทพฯ-เชียงคาน เที่ยวไปเชียงคานมี 2 รอบ คือ รถป. เวลา 20.00 น. และรถ VIP 22.00 น. โทร 0-2936-2841-8),(0-2936-0657)ต่อ605
– เชียงคาน-กรุงเทพ มี 3 รอบ คือ รถ ป. 2 รอบ 18.40 น. รถป 1 (ต่อรถที่ตัวเมืองเลย) รอบ 19.30 น. รถ VIP 22.00 น. ซื้อตั๋วได้ที่ร้านแสงทอง ตรงตลาดเช้า โทรจองตั๋วล่วงหน้าได้ที่แอร์เมืองเลย โทร 042 811 706



ภูชี้ดาว

หากจะเอ่ยชื่อ “ภูชี้ดาว“ จ.เชียงราย หลายท่านอาจจะยังไม่คุ้นหู เนื่องจากพึ่งจะเปิดตัวเป็น แหล่งท่องเที่ยว จุดชมวิวทะเลหมอกแห่งใหม่ได ้ไม่นาน ตั้งอยู่บนพื้นที่ในความดูแ ลของตำบลปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จุดเด่นของ ภูชี้ดาวนี้ อยู่ที่ยอดสูงสุด สามารถมองเห็นวิวได้ 360 องศา ไม่มีต้นไม้ สิ่งก่อสร้างใดๆมาบดบัง มีแนวรั้วไม้ไผ่กันเขตแดนป้ องกันอันตรายมาสร้างเป็นจุด เด่นบนยอดชมวิวแห่งนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยังใหม่ ทุกอย่างยังคงอุดมสมบูรณ์ด้ วยธรรมชาติ ป่าเขา ต้นไม้ ทิวทัศน์ทะเลหมอก

การเดินขึ้นสู่ยอดภูชี้ดาว จะต้องใช้รถ 4×4 เท่านั้น ขับรถขึ้นไปตามถนนในหมู่บ้าน ระยะทางราว 3 กิโลเมตร จะเจอสามแยกด้านหน้าเป็นศูน ย์ปฏิบัติการทหารพราน บ้านร่มโพธิ์เงิน ร้อย ทพ.3104 ฉก.ทพ.31 ให้เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายบอกท างแล้ววิ่งขึ้นสู่ถนนดิน จากตรงนี้เส้นทางบางช่วงแคบ และชัน ควรขับรถด้วยความระมัดระวัง  เมื่อถึงจุดจอดรถด้านบน ต้องเดินเท้าต่อไปบนยอดภูชี ้ดาวอีก ราวๆ 200 เมตร ด้านบนไม่มีที่พัก ร้านอาหาร ดังนั้นควรเตรียมน้ำดื่มไปใ ห้พอกับความต้องการ ยาดม เพราะอาจต้องใช้ตอนเดินขึ้น สู่ยอดดอย ถุงเท้ากันทาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ชื้นแล ะยังใหม่ อาจเจอกับตัวทากได้ ดังนั้นเตรียมสเปรย์หรือถุง เท้ากันทากเดินทางไปด้วย

ภูชี้ดาว นี้อาจจะยังไม่เหมาะสำหรับเ ด็กเล็กและคนแก่ เนื่องจากพื้นที่ทางเดินขึ้ นไป ต้องเดินแบบไล่ตามระดับส ันเขาขึ้นไปเรื่อยๆ หากร่างกายไม่พร้อมจะเหนื่อ ยได้ อีกอย่างบริเวณสันเขาบนยอดภ ูชี้ดาว มีพื้นที่ไม่มาก สองด้านเป็นเหวลึก หากพาเด็กไปด้วยควรระมัดระว ัง หรือคนแก่ในความดูแลของท่าน ไว้ให้ดี เมื่อเห็นว่ามีคนเดินขึ้นไป เยอะๆ ไม่ควรรีบเดินซ้อนขึ้นไป เพราะอาจเสี่ยงต่อการพลัดตก ลงยอดเขาได้ บริเวณลานจอดรถด้านบนเอง ตอนนี้กำลังพัฒนาให้เป็นจุด กางเต้นท์

ถ้าหากต้องการเดินทางไปแบบก างเต้นท์ ค้างแรม ลองสอบถามข้อมูลก่อนการเดิน ทางจากกำนัน หรือผู้นำชุมชน ตามข้อมูลด้านล่างก่อนทุกคร ั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดิน ทางโดยรถเก๋ง หรือรถอื่นๆ ที่ไม่มั่นใจว่าจะขึ้นไปได้ หรือเปล่า สามารถติดต่อขอใช้บริการจ้า งเหมารถชาวบ้านจากปางทางขึ้ นไปส่งได้ ราคาแค่ 500 บาทเองครับ




“จุดชมวิวม่อนสน” ดอยอ่างขาง

“จุดชมวิวม่อนสน” ดอยอ่างขาง : อีกหนึ่งจุดสุดยอดชมวิวทะเล หมอก และนอนกางเต็นท์ ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเย็ น เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอกที่ได้รับความนิ ยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยว ที่เดินทางมายังดอยอ่างขาง จะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยังมีลานกลางเต็นท์ พร้อมกับมีห้องน้ำไว้ให้บริ การด้วย ตั้งอยู่ใกล้ฐานปฏิบัติการด อยอ่างขาง

ลานกางเต็นท์ดอยอ่างขาง จุดชมวิวม่อนสน อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติ ดอยฟ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับฐานทหารดอยอ่างขาง ลานกางเต็นท์แห่งนี้เป็นอีก หนึ่งจุดกางเต็นท์ ที่นักท่องเที่ยวพากันมานอน ในช่วงหน้าหนาว ตื่นมาพบกับทะเลหมอกเบื้องห น้า และชมพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช ้า กับวิว 360 องศา มีห้องน้ำไว้บริการด้วยนะคร ับ ผู้หญิงไม่ต้องกลัวว่าจะลำบ าก ราคาเช่าเต็นท์ แค่เพียง 225 บาท สำหรับเต็นท์ขนาด 3 คน หรือหากว่ามีเต็นท์มาเอง ก็ค่าเช่าพื้นที่สำหรับกางเ ต็นท์แค่เพียงคนละ 30 บาทเท่านั้น




ภูผาหมอก

ภูผาหมอก : ตั้งอยู่ใกล้ๆกับ ชุมชนบ้านจ่าโบ่ ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ  1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยัง หมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง

ที่นี่เป็นชุมชนของชาวลาหู่ นะ (มูเซอดำ) ที่อพยพโยกย้ายมาจากห้วยยาว  และก่อตั้งเป็น “ชุมชนจ่าโบ่” ซึ่งมาจากชื่อของผู้นำหมู่บ ้าน เมื่อปี พ.ศ.2521 คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็น ญาติกันทั้งหมด และยังคงใช้ภาษาและเครื่องแ ต่งกายแบบลาหู่

มาเที่ยวแบบค้างคืนสามารถมาพักโฮมสเตย์กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ มีทั้งหมด 22 หลัง
ติดต่อประสานงาน พี่นะกอ ไพรเพชราทิพย์ เบอร์โทรศัพท์ 099-894-6654
– ค่าที่พัก 200 บาท คน/คืน
– ค่าอาหาร 100 บาท คน/มื้อ
– ค่าขึ้นภูผาหมอก คนละ 100 บาท
– ค่าทำกิจกรรมชุมชน 3 จุด (เย็บผ้า/ทำแคน/จักสาน) คนละ 200 บาท

Powered by MakeWebEasy.com