แบรนด์ & ยอดขาย สร้างอย่างไรให้ประสบความสำเร็จพร้อมกัน

Last updated: 2020-12-24  |  31 จำนวนผู้เข้าชม  | 

แบรนด์ & ยอดขาย สร้างอย่างไรให้ประสบความสำเร็จพร้อมกัน

การทำแบรนด์ให้คนรู้จักและรักเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ มีแบรนด์ที่คนรักส่งผลต่อยอดขายระยะยาวอยู่แล้ว เพราะคงไม่มีใครไม่อยากซื้อของกับคนที่ไม่สนิทและรู้จักกันดีพอ เราจะได้เงินจากลูกค้าที่ไม่สนิทกับเราน้อยมาก 

 

เรื่องนี้เชื่อว่าคนทำธุรกิจรู้ดี แต่จะมีสักกี่คนที่ยอมลงทุนทั้งเงินทั้งเวลาหมดไปกับการสร้างแบรนด์ ใครๆก็อยากทำธุรกิจเพราะหวังยอดขายกำไรกันทั้งนั้น เพราะแบบนี้ธุรกิจหลายเจ้าจึงอดทนไม่พอ ไม่ยอมทำคอนเทนต์ ทำโฆษณาหรือบริการให้ได้ใจลูกค้านานพอ ทำไปได้สักพักก็หันมาโฟกัสโฆษณาเอากำไร


ประเด็นก็คือเราอาจคิดว่าเรื่องแบรนด์กับเรื่องยอดขายเป็นคนละเรื่องกัน แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าต้องทำแบรนด์อย่างไรให้ได้ยอดขายตามมามากกว่า 


รู้จัก ”ความเด่น” และ “ความดัง” ของแบรนด์ในตลาดก่อน

1.แบรนด์ของเราและของคู่แข่ง แบรนด์ไหน “ดัง” พอที่จะเป็นตัวแทนของประเภทสินค้าตัวนั้น (Centrality)?

2.แบรนด์ของเรา เด่นกว่าแบรนด์ของคู่แข่งมากแค่ไหน (Distinctiveness) ?

 

รู้จักลักษณะของแบรนด์ 4 ประเภท

พอเรารู้ว่าแต่ละแบรนด์ในตลาดมันเด่นและดังแค่ไหน เราก็จะมาจัดประเภทของแบรนด์ซึ่งก็มีอยู่ 4 ประเภทซึ่งช่วยให้เรารู้ว่าเราเป็บแบรนด์แบบไหน แล้วแบรนด์แบบนั้นต้องทำอย่างไร


1. แบรนด์ดังตามกระแส (Mainstream Brand)

เป็นแบรนด์ดัง แต่ถามว่ามันต่างจากแบรนด์อื่นมากหรือไม่? ก็ไม่เช่น iPhone ในตลาดสมาร์ทโฟน แบรนด์พวกนี้ขึ้นราคาแพงมากๆ จนคนอาจจะไม่อยากซื้อสินค้ารุ่นใหม่ หรือยอมเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่น 

แบรนด์ในกระแสหลักจงใจพัฒนาสินค้าให้ตรงกับรสนิยมของตลาดและอัดโฆษณาเยอะๆ แบรนด์ในกระแสหลักจะได้เปรียบตรงที่ หากสินค้าเปลี่ยน รสนิยมของผู้บริโภคก็พร้อมที่จะเปลี่ยนด้วย แต่สิ่งที่แบรนด์ตามกระแสต้องระวังคือรสนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา หากรสนิยมของแบรนด์ประเภทอื่นเกิดเป็นเทรนด์หลักขึ้นมา แบรนด์ที่อยู่ในกระแสหลักเดิมต้องรับมือจากคู่แข่งให้ได้


2. แบรนด์ในฝัน (Aspirational Brand)

เป็นแบรนด์ทั้งเด่นและดัง แบรนด์พวกนี้ใครๆก็อยากได้ ต่อให้เราไม่เคยเป็นเจ้าของสินค้าของแบรนด์ตัวนั้นเลยก็ตาม เช่นถ้าเป็นแบรนด์ในฝันของรถ เราคงนึกถึงรถดีๆอย่าง Tesla, Lamborghini หรือ Porche หรือใครฝันอยากจะขับ Benz สักคัน Benz ก็จัดอยู่ในแบรนด์ในฝันได้เหมือนกัน


ซึ่งถ้าแบรนด์ของเราจัดเป็นพวกแบรนด์ในฝัน เราสามารถค้นค้นนวัตกรรมอะไรใหม่ๆได้ เวลาพูดถึงนวัตกรรม ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเทคโนโลยีก็ได้ แค่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มจุดเด่นของตัวสินค้า และขึ้นราคาเพื่อยอดขายที่ตามมา


3. แบรนด์ที่ถูกลืม (Peripheral Brand)

เป็นแบรนด์ที่พอถามลูกค้าว่ารู้จักแบรนด์นี้หรือไม่ ลูกค้าจะนึกไม่ออก แถมเป็นแบรนด์ที่ไม่น่าดึงดูดให้ใช้ ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์ศรีจันทร์แต่ก่อนที่จะถูกรีแบรนด์ก็ไม่มีใครรู้จักมาก่อน


ถ้าแบรนด์ของเราเป็นแบบนี้ คนจะมองว่าเป็นแบรนด์ที่จะใช้ทดแทนแบรนด์หลักไปก่อน เพราะราคาถูก แต่ถ้ามีแบรนด์ดังกว่าก็จะใช้แบรนด์นั้น ต่อให้แพงขึ้นอีกหน่อยก็ตาม แบรนด์ที่ถูกลืมยอดขายก็น้อย ราคาก็ต้องตั้งสูงไมได้ ถ้าจะสู้กับแบรนด์ดัวๆต้องยอมอัดโฆษณาหนักให้คนรู้จัก ปรับรสนิยมให้คนทดลองใช้ แต่ถ้างบไม่พอจริงๆ อาจจะต้องคิดหนัก


4. แบรนด์แปลกแหวกแนว (Unconventional Brand)

เป็นแบรนด์ที่จะรู้จักในวงแคบๆ แต่เป็นแบรนด์ที่ถือว่าเด่นพอสมควรในวงนั้น แบรนด์พวกนี้จะทำกำไรได้แค่ในตลาดที่มีลักษณะเฉพาะ (Niche Market) ความที่แบรนด์ประเภทนี้มีเอกลักษณ์ มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครสูงอาจทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจมากขึ้นจนกลายเป็นแบรนด์กระแสหลักได้ 


ฉะนั้นถ้าแบรนด์เราเป็นประเภทนี้ เราควรจะหาทางเปลี่ยนแบรนด์ของเราเป็นแบรนด์ในฝันให้ได้ เราต้องโฆษณาเพื่อชูจุดเด่นของสินค้าแบรนด์ เพื่อเพิ่มยอดขายโดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมกับจุดเด่นของสินค้าแบรนด์ของเราเลย


เราต้องไปสำรวจความเห็นลูกค้าที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายว่าแบรนด์ของเราและแบรนด์อื่นในตลาดแบรนด์ไหนเป็นตัวแทนของประเภทสินค้าได้ดีกว่า และเด่นกว่าแบรนด์อื่นมากน้อยแค่ไหน ให้ลูกค้าให้คะแนน 0-10 เสร็จแล้วเอามาเทียบกันเป็นชาร์ต ดูให้รู้ว่าแต่ละแบรนด์อยู่ตรงไหน  แล้วค่อยมาดูว่าแต่ละแบรนด์มียอดขายอยู่เท่าไหร่ และเช็กอีกทีว่าถ้าเราจะยากได้ยอดขายมากขึ้นเราควรจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าแบรนด์เราอยู่ในกระแสหลัก ก็ควรเปลี่ยนสักษณะสินค้าบ้าง ชิงความได้เปรียบในฐานะเป็นแบรนด์ที่กำหนดรสนิยมส่วนใหญ่ ถ้าแบรนด์เราเป็นแบรนด์ในฝัน ควรพัฒนาจุดเด่นของสินค้า เพื่อชิงรายได้จากแบรนด์หลัก ถ้าแบรนด์เราเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์อยู่แล้ว ก็โฆษณาจุดเด่นตัวนั้น แต่ถ้าแบรนด์เราแทบไม่มีใครรู้จักเลย อาจจะต้องทุ่มงบโฆษณาหรืออาจจะต้องหยุดทำแบรนด์ไปเลย

 ที่มา : marketingoops

Cr. https://www.seo-winner.com/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C_&_%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2_%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99

                                                     ที่มา :  https://www.youtube.com/watch?v=Kij0OP3S1wY

จำหน่าย น้ำยากันลื่น SURE MOVE แก้ปัญหา พื้นห้องน้ำลื่น ด้วยวิธีง่าย ๆ เหมาะสำหรับใช้กับพื้นกระเบื้องเซรามิคทุกชนิด ยกเว้นกระเบื้องเคลือบเงาและกระเบื้องที่มีสีเข้ม 

ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน : ASTM E303-93 (2013) (ค่าแรงเสียดทานของพื้นผิว)

ติดต่อเรา

GMAIL  :  sureformove@gmail.com
     
LINE      :  http://nav.cx/3IqrJ4O

Powered by MakeWebEasy.com