เปลี่ยนพื้นที่รก ๆ ริมรั้ว ให้เป็นสวนครัวกินได้

Last updated: May 29, 2020  |  60 จำนวนผู้เข้าชม  |  Articles

เปลี่ยนพื้นที่รก ๆ ริมรั้ว ให้เป็นสวนครัวกินได้

     รีวิวจัดสวนข้างบ้าน เปลี่ยนสวนริมรั้วสุดรก เป็นแปลงปลูกผักสวนครัว สำหรับปลูกกินเองที่บ้าน พร้อมทั้งสวนข้างบ้านไว้นั่งเล่น

 

 หลายบ้านที่ปล่อยให้พื้นที่ริมรั้วต้องรกรุงรังจนดูไม่น่ามอง ลองหาเวลาว่าง ๆ มาปรับเปลี่ยนพื้นที่บริเวณนั้นให้กลายเป็นสวนครัวเล็ก ๆ ที่สามารถเก็บมาทำอาหารกินได้กันในครอบครัว ก็น่าจะช่วยให้คุณมีบ้านที่น่ามองมากขึ้น แถมยังมีผักสวนครัวปลอดสารพิษไว้รับประทานได้ตลอดปีอีกด้วย


          ซึ่งถ้าหากใครยังนึกภาพไม่ออกว่าจะสามารถตกแต่งพื้นที่ริมรั้วให้กลายเป็นสวนครัวน้อย ๆ ได้อย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอมมีข้อมูลดี ๆ จาก คุณเรือนขวัญ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มาฝากกัน โดยเปลี่ยนพื้นที่เดิม ๆ ให้เป็นสวนริมรั้วดูดีขึ้นได้ในพริบตาเลยทีเดียว ส่วนจะน่าสนใจขนาดไหน ต้องลองไปติดตามกันนะคะ

 
+++ มาเปลี่ยนพื้นที่รก ๆ ริมรั้ว เป็นสวนครัว กินก็ได้ ดูก็ดี กันเถอะ +++

          กลับมาเยี่ยมเยือนกันอีกครั้ง กับการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รก ๆ ในบ้าน ให้เป็นมุมสวนสวย ๆ เราอยากลองปลูกผักสวนครัวดูบ้าง แต่พอลงมือจัดจริง ๆ ก็พบว่ามุมนี้แสงแดดไม่มากพอที่จะปลูกผักสวนครัวตามแผนที่วางไว้ ก็เลยต้องปรับเปลี่ยน จนออกมาเป็นสวนลูกครึ่ง คือจัดสวนหย่อมด้วยผักสวนครัว หรือจะเรียกว่าเป็นสวนครัวสไตล์สวนหย่อมก็ได้ มาดูกันค่ะว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร




        - มุมด้านนอก พอมีแสงแดดบ้าง เลยได้ทั้งอาหารตา (ไม้ประดับ) และอาหารใส่ท้อง (ผักสวนครัว)




        - มุมด้านใน แสงแดดส่องไม่ค่อยถึง ปลูกได้แต่ไม้ประดับในร่ม (มองจากห้องนอนลงมาข้างล่าง)



        - สวนมุมนี้ต่อเนื่องมาจากจุดที่สองที่เป็นมุมนั่งเล่น เป็นบริเวณด้านข้าง ๆ ของตัวบ้าน ใกล้กับห้องรับแขก อีกด้านติดกับรั้วเพื่อนบ้าน พื้นที่บริเวณนี้ถือว่ากว้างสุดของบ้านเราแล้วค่ะ แหมก็พื้นที่กว้างซะร้อยกว่าไร่ แถมมีเวลาจัดสวนแค่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เราก็เลยใช้เวลางมอยู่บริเวณนี้ไปห้าเดือนกว่า ๆ พาพันรดน้ำต้นไม้

        - พื้นที่สวนบริเวณนี้ จะมีมุมเว้า ๆ ด้านในเป็นรูปตัวยู เวลามองจากด้านนอกจะไม่เห็น แต่พอเดินเข้ามาข้างในถึงจะเห็น เป็นมุมเล็ก ๆ ส่วนตัวมุมนึง




          จุดประสงค์ของการจัดสวนมุมนี้ คือต้องการเชื่อมพื้นที่สวนบริเวณหน้าบ้าน เข้ากับสวนด้านข้างตัวบ้าน นอกจากนี้ก็เพื่อสร้างความสวยงาม ร่มรื่น แต่แหมลงแรงจัดทั้งที ได้ประโยชน์แค่สองข้อน้อยไป เพิ่มไปอีกข้อแล้วกัน อยากได้ผักสวนครัวมาทำกับข้าวด้วย (ทำไปทำมา..เริ่มยาก..มิน่างมอยู่เกือบ 6 เดือน เพี้ยนเพลีย)

        - งานนี้ก็เลยต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทำ R&C (Research and Copy) อย่างขะมักเขม้น ก็นะต้องหาแรงบันดาลใจกันหน่อย ออกมาจะได้สวย ๆ ชมสวนยามเช้า




        - กบเล่นน้ำ

        - การจัดสวนมุมนี้เหนื่อยกว่าตอนจัดมุมแรกมากก เพราะพื้นที่มากกว่า แถมมีงานโครงสร้างเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่า สาว (เหลือ) น้อยอย่างเราไม่มีปัญญาทำเอง เลยต้องไปหามืออาชีพมาช่วย งานที่จ้างผู้รับเหมามาทำคือหลังคากันสาด และระแนงไม้เทียมบังตาริมรั้ว




        - เราเริ่มจัดสวนมุมนี้โดยการเคลียร์พื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรก ตอนเริ่มปรับพื้นที่ถมทราย ให้คนงานรื้อทางเดินเก่า ๆ ที่เป็นอิฐมอญ มากองไว้ตรงเฉลียงข้างบ้านด้านนี้ หลังจากถมทรายแล้ว ก็มัวแต่ยุ่งกับหน้าที่การงาน ไม่มีเวลาจัดการกับเจ้ากองอิฐนี้เลย มองเผิน ๆ ดูเหมือนบ้านร้างเลยค่ะกล้าโชว์เนอะ ไม่มีอายกันเลย




        - ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับอิฐเก่า ๆ พวกนี้ดี เลยต้องย้ายไปเรียงไว้ริมกำแพงก่อน ก้อนที่หัก ก็กอง ๆ ไว้อีกมุม เสร็จแล้วจัดการขัดและล้างพื้น ได้พื้นกระเบื้องขาว ๆ กลับมาแว้ว ขั้นตอนต่อไปคือเกลี่ยกองดินที่คนงานขุดมาจากริมรั้วตอนจัดสวนมุมที่สอง เราขนไปปรับพื้นที่ด้านในสุด ติดกับตัวบ้าน เริ่มดูเหมือนบ้านคนขึ้นมานิดนึง



        - ช่วงที่เริ่มจัดสวนมุมนี้ เป็นช่วงเข้าพรรษาพอดี ฝนตกเป็นล่ำเป็นสันมาก ตั้งใจว่าจะทาสีรั้ว ก็ทาไม่ได้ เราเลยต้องเปลี่ยนแผน มาขุดหลุมตรียมดินปลูกต้นไม้ไว้ก่อน พร้อมกับปรับพื้นที่รอบ ๆ เพื่อวางแผ่นศิลาแลงทำทางเดิน เริ่มขุดหลุมปลูกต้นไม้มุมด้านในสุด



        - ย้ายมาขุดริมห้องรับแขก ตรงนี้มีต้นกะเพรา ที่เราลงไว้รอล่วงหน้าก่อนปรับดิน เป็นกะเพราที่น่าสงสารมาก โดนทั้งนกกระจอกมาจิกใบ แถมเพลี้ยสีน้ำตาลมารุมโทรมอีก จะรอดไหมเนี่ย



        - ขุดด้านซ้ายเสร็จแล้วก็ย้ายมาขุดด้านริมรั้ว เสร็จแล้วลงดินผสมใบก้ามปู บวกปุ๋ยคอกรอไว้ก่อน ริมรั้วมีเชอรี่เสปนเหลืออยู่ต้นนึง



        - เตรียมดินเสร็จแล้วพักไว้ก่อน หันมาปูทางเดิน เราใช้แผ่นศิลาแลงปูทางเดิน เพราะอยากให้ดูต่อเนื่องกับมุมหน้าบ้าน พยายามวางให้เป็นแนวโค้ง ๆ เว้นช่องว่างไว้โรยกรวดบ้าง แต่มันจะออกแนวเบี้ยวมากกว่าโค้งนะคะเนี่ย ยกศิลาแลงคนเดียวไม่ไหว ต้องไปเกณฑ์แรงงานในบ้านมาช่วย (พูดเหมือนมีคนเยอะ จริง ๆ มีกันอยู่แค่สองคนแหละ 555)

        - ทางเดินนี้ยาว 7 เมตร ใช้แผ่นศิลาแลงไป 84 ก้อน กรวดขนาดเล็ก (เบอร์ s-5) อีกห้าถุง ก้อนละ 25 บาทค่ะ ขนาด 20 x 40 ซ.ม เราซื้อจากร้านขายของแต่งสวนแถว ๆ มีนบุรีค่ะ



        - แดดร่มลมตก เริ่มปวดหลัง ปวดไหล่ ทางเดิน 7 เมตรของเราก็เสร็จเสียที  ไปยกต้นส้ม มะนาว มะเขือ สารพัดต้นไม้ที่ซื้อเตรียมไว้ มาวางตามจุดต่าง ๆ แต่ก็หมดแรงจะปลูกแล้ว รอไปอีกอาทิตย์แล้วกัน เฮ้อ... หมดไปอีกวัน



        - อาทิตย์ต่อมา ถือเป็นวันปลูกต้นไม้ค่ะ ตรงมุมบ้านซึ่งโดนแดดมากหน่อย เราลงพุดเวียดนามไว้สองต้น ตอนซื้อมามีดอกตูมติดมาด้วย พอลงดินไม่กี่วัน ก็บานให้คนปลูกได้ชื่นใจ (ว่าน่าจะรอดแล้ว อิอิ) ตั้งใจจะไปซื้อพุดซ้อนอย่างเดียว แต่ได้พุดเวียดนามติดมาด้วยซะงั้น



        - ด้านในเป็นมุมค่อนข้างร่มเพราะอยู่ใต้ชายคาบ้าน เราลง หมากผู้หมากเมีย ให้เป็นจุดนำสายตาของมุมนี้ ด้านหน้าวางกระถางน้ำล้น ซึ่งเป็นของเก่าเก็บเหลืออยู่ในบ้าน รอบ ๆ กระถาง ลงไม้ในร่มจำพวกคร้าเสน่ห์ขุนแผน ซุ้มกระต่ายด่าง เฟิร์นเงิน เพื่อคลุมดิน เตรียมตัวติดตั้งกระถางน้ำล้น



        - เฟิร์นเงิน ใบสีขาวสลับเขียว ช่วยให้พื้นที่เล็ก ๆ ดูสว่างขึ้นค่ะ



        - ขยับไปอีกนิดเป็นมุมที่ร่มสุด เพราะอยู่ใต้ชายคาด้านใน ไม่โดนแสงแดด เราเลยยึดบริเวณนี้ทำรังบีโกเนียซะเลย ยกโอ่งดินเผามาตั้งแล้วเติมน้ำลงไป เก็บไว้รดบีโกเนียและเพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ จากนั้นก็ยกกระถางบีโกเนียมาวางเรียง รองกระถางด้วยอิฐมอญ ไล่ระดับจากสูงมาต่ำ ไม่ให้บังกัน



        - เราซื้อบีโกเนียสีส้ม ๆ นี้มาต้นแรกค่ะ ทดลองเลี้ยงดูก่อน พออยู่รอดปลอดภัย ก็ทยอยซื้อมาอีกเรื่อย ๆ มารู้ตัวก็ตอนยกมาตั้งรวม ๆ กันนี่แหละว่า สีสันเค้าคล้าย ๆ กันไปหมด เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการไปหาต้นพรมญี่ปุ่นมาวางแซม ๆ เพราะเป็นต้นไม้แนว ๆ เดียวกันคือชอบอยู่ที่ร่ม ๆ ชอบชื้นแต่ไม่แฉะ อาศัยดอกเล็ก ๆ เพิ่มสีสันให้กับมุมสวนในร่มตรงนี้ค่ะ บีโกเนียใบ ได้ยินคนขายเรียกชื่อไทยว่า ส้มกุ้ง ต้นนี้โดนหอยทากรุมซะใบแหว่งหมด



        - หันมาด้านขวามือ มุมนี้ได้รับแสงแดดตรง ๆ แค่ประมาณ 3 ชั่วโมงช่วงเช้า ตอนไปซื้อศิลาแลง เห็นที่ร้านมีอิฐดินเผาโค้ง ๆ ที่เรียงเป็นบ่อน้ำกลม ๆ ได้ ก็เลยเกิดความคิดว่าซื้อมาเรียงเป็นบ่อกลม ๆ เตี้ย ๆ แล้ววางสับปะรดสีโชว์ดีกว่า เพิ่มสีสันให้มุมนี้ ไม่ต้องรดน้ำเยอะด้วย


        - ตอนเรียงอิฐ เว้นช่องว่างไว้ระบายอากาศบ้าง เสร็จแล้ววางกระถางพลาสติกรองไว้ด้านใน จากนั้นวางกระถางสับปะรดสีลงไป เลือกขนาดต้นและสีสันให้เข้ากัน บ่ออิฐมอญนี้ เราใช้วิธีเรียงซ้อนกันเฉย ๆ ไม่ได้ก่อปูน เพราะต้องการทดลองดูก่อนว่าต้นไม้เค้าจะอยู่ได้หรือป่าว



        - อิฐแบบนี้สวยแต่ก็แอบแพงนะคะเนี่ย ก้อนละ 7 บาท เราใช้ไป 60 ก้อน ได้ความสูงประมาณ 40 ซ.ม. จริง ๆ จะใช้บล็อคประสาน เรียงเป็นทรงกลมก็ได้เหมือนกัน แต่เราชอบผิวสัมผัสของอิฐมอญมากกว่า มันดูธรรมชาติดี ก็เลยออกมาแบบธรรมชาติลงโทษอย่างนี้แหละ (แบบว่ามันเอียงอะ แต่ขี้เกียจรื้อจัดใหม่)



        - ข้าง ๆ บ่ออิฐมอญ เราลงต้นปริกหางกระรอกไว้หนึ่งกอ อีกด้านลงต้นเล็บครุฑด่าง สีขาวตัดกับสีอิฐมอญสวยดีค่ะ ใกล้กันลงต้นซุ้มกระต่ายเขียว ด้านหน้าลงฤาษีผสมแคระ พื้นที่โล่ง ๆ หน้าบ่อสับปะรดสี ลงต้นริบบิ้นแดงเพื่อคลุมดิน ยังเห็นพื้นดินโล่ง ๆ บางส่วนอยู่ ไม่เป็นไร รอให้ต้นฤาษีผสมโตคลุมดินไปเอง ป.ล. เนื่องจากพื้นที่เล็กกระจึ๋งเดียว จึงต้องอาศัยไม้เล็ก แคระ ด่าง เป็นตัวช่วย ไม่ให้ดูอึดอัด



        - ติดกันจะเป็นกอหมากแดงต้นเก่าแก่ของบ้าน ปลูกตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านนี้ใหม่ ๆ ต้นเดิมสูงจนถึงชั้นสองของบ้านแล้ว เราเลยตัดทิ้งแล้วแต่งกอใหม่ ที่เห็นอยู่นี่เป็นหน่อรุ่นลูกแล้วค่ะ หมากแดงมีดีตรงลำต้นสีแดงสวย ๆ นี่แหละค่ะ เราเก็บไว้เป็นไม้ประธานของมุมนี้ ปกติเค้าจะแตกหน่อออกมาเรื่อย ๆ เลยต้องเว้นพื้นที่รอบ ๆ ไว้บ้าง จะได้เข้าไปแต่งกอ ขุดย้ายหน่อได้ง่าย ๆ ปลูกให้ได้แสงแดดซักครึ่งวัน ต้นจะแดงสวยค่ะ กอนี้โดนตัดแต่งหนักไปหน่อย เกือบโกร๋น



        - ลงต้นไม้เป็นแนวเสร็จแล้ว ถึงขั้นตอนปรับพื้นทำทางเดินรอบ ๆ บ้าง เนื่องจากเรามีอิฐมอญเก่าเหลืออยู่เยอะ ก็เลยไปขนมาเรียงเป็นทางเดิน ค่อย ๆ ปรับพื้นไปเรื่อย ๆ ปูตาข่ายไนล่อน แล้วเรียงอิฐไปทีละด้าน เว้นพื้นที่ตรงกลางไว้โรยกรวดบ้าง จะได้ไม่ดูทึบเกินไป



        - กว่าจะเสร็จทุกด้าน ก้ม ๆ เงย ๆ เล่นเอาหน้ามืด เสร็จแล้วให้คุณแฟน ช่วยฉีดน้ำล้างเศษดินตามพื้นอิฐ แล้วไปยกถุงกรวดมาเท บริเวณนี้เราใช้กรวดขนาดเล็กโรย เพื่อช่วยให้พื้นที่เล็ก ๆ ไม่ดูอึดอัดมากเกินไป จัดมุมนี้เสร็จพร้อม ๆ กับพระอาทิตย์ตกดินพอดี มุมมองจากห้องรับแขกผ่านกอบีโกเนีย



        - เราอยู่บ้านนี้มาหลายปีดีดัก แต่ไม่ได้ทำรางน้ำฝน ตอนจัดสวนครั้งแรกก็ไม่ได้ปลูกต้นไม้อะไรมากนัก เน้นปูทางเดินโรยกรวดอย่างเดียว แต่พอมาจัดสวนครั้งนี้ คิดว่าคงต้องทำรางน้ำแล้วค่ะ ไม่งั้นทั้งต้นไม้และพื้นทราย โดนน้ำฝนเซาะกระจาย แถมผนังบ้านเป็นคราบตะไคร่ดำเชียว งานนี้คุณแฟนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไปขับรถตระเวณหาร้านทำรางน้ำแถว ๆ บ้าน ได้มาสองร้าน ซึ่งก็ตีราคารางน้ำฝนสเตนเลสออกมาใกล้เคียงกัน แต่แฟนเราเลือกร้านที่สอง รู้สึกว่าจะคุยถูกคอกับเจ้าของร้านดี

        - ติดแล้วออกมาแบบนี้ ท่อน้ำอีกด้านซ่อนไว้ให้น้ำไหลลงกอหมากแดง เพราะเค้าเป็นต้นไม้ชอบน้ำ แต่มุมด้านใน ไม่รู้จะหลบจะซ่อนยังไง เพราะรูปแบบหลังคาบ้าน มันเป็นจั่วอยู่ตรงนี้พอดี



        - พอเสร็จงานรางน้ำฝนแล้ว เก็บกวาด ฉีดน้ำล้าง เก็บขยะเรียบร้อย อุต๊ะ บ้านเราเริ่มดูมีสง่าราศี เหมือนบ้านคนขึ้นมาหน่อย ยังเหลือตาข่ายสีฟ้า ๆ โผล่มาให้เห็น เดี๋ยวไว้ว่าง ๆ ค่อยมาตามเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ



        - หยุดพักพอหายเหนื่อยแล้วมาจัดการพื้นที่ที่เหลือกันต่อ คราวนี้เป็นคิวของพื้นที่ริมห้องรับแขกติดกับทางเดิน จุดนี้ได้รับแสงแดดครึ่งวันเช้า ดูแล้วน่าจะพอปลูกผักสวนครัว พวกที่ไม่ต้องการแดดจัด ๆ ได้

        - ตอนแรกเราพูนดินขึ้นไปสูง ๆ ว่าจะทำเป็นแปลงปลูกผัก แต่พอรดน้ำต้นไม้แล้วดินไหลลงมา เลยแก้ปัญหาด้วยการไปหาบล็อคประสานมาวางกั้นเป็นขอบแปลงแทน นี่คือพื้นที่ริมห้องรับแขกอีกด้าน



        - เริ่มเบื่อเส้นตรง ๆ เลยเรียงบล็อคประสานให้เหลื่อม ๆ กัน จะได้ดูมีมิตินิดนึง ออกมาเป็นแปลงปลูกต้นไม้เล็ก ๆ สามแปลง



        - ตรงมุมในสุดติดกับพุดเวียดนาม เราลงต้นสาริกาลิ้นทองไว้ต้นนึง ต้นนี้มีลูกกลม ๆ สีแดงเรื่อ ๆ ดูแปลกตาดีค่ะ ด้านหน้าลงต้นชะพลูไว้คลุมดิน ใกล้กันลงมะเขือการ์ตูน ซึ่งย้ายออกมาจากกระถางข้างโซฟานั่งเล่น จะไม่เอาลงดินก็สงสาร กลัวอาหารจะไม่พอเลี้ยงลูก ติดกันลงผักหวานบ้านไว้สามต้น ปลูกห่าง ๆ เผื่อโต ตามด้วยต้นก้ามปูหลุดเพื่อคลุมหน้าดิน ตรงขอบแปลงก็ปูตาข่ายแล้วเรียงอิฐมอญทับ โรยกรวดปิดช่องว่างอีกที



        - แปลงที่อยู่ตรงกลางนี่มีกะเพราอยู่แล้วหนึ่งต้น เราลงต้นแมงลักเพิ่มไปอีกหนึ่ง พยายามปลูกไว้ชิดด้านขอบแปลง เผื่อตอนต้นเค้าโทรม ๆ จะได้เข้าไปขุด เปลี่ยน ย้ายได้ง่าย ๆ จากนั้นลงต้นลิ้นกระบือด่าง ไว้ขอบแปลงอีกด้าน หน้าสุดลงไม้คลุมดิน ผักชีใบเลื่อย ผักเป็ดด่างและฟ้าประดิษฐ์ (ต้นนี้กินไม่ได้ แต่เท่ ด้วยดอกสีฟ้าเล็ก ๆ ค่ะ)



        - พอเข้าหน้าหนาว พระอาทิตย์เริ่มอ้อมใต้ ทำให้กะเพราและฟ้าประดิษฐ์ไม่ค่อยโดนแดด เหลือแต่ใบหรอมแหรม ต้องย้ายออกแล้วไปซื้อเจ้าต้นพญาวานร (ฮวานง็อก) มาลงแทน จากข้อมูลที่หามาใด้ ต้นนี้จะชอบร่ม ๆ ต้องดูกันยาว ๆ ว่าเค้าจะอยู่ได้หรือป่าว ด้านหน้าเราลงไม้คลุมดินคือสะระแหน่ปน ๆ กับผักเป็ดด่าง จะได้ดูมีสีสัน สภาพปัจจุบัน



        - แปลงด้านนอกสุดนี่ ตั้งใจว่าจะลงพริกสายรุ้งกับปูเล่ แต่ทั้งสองต้นยังอยู่ในถาดเพาะอยู่เลยค่ะ ก็เลยต้องเปลี่ยนแผน หาเมล็ดผักกาดขาวมาหย่อนไว้แทนปูเล่ (กรุณาดูภาพประกอบ แล้วจะรู้ว่าทำไม) เพราะปูเล่ แตกออกมาเป็นตำลึง ฮากันไปทั้งบ้าน



        - ช่วงที่ปลูกผักกาดขาว เราก็ยังไม่ละความพยายามเรื่องการปลูกปูเล่ ไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาอีก คราวนี้พยายามเลือกเอาซองที่เพิ่งผลิตใหม่ ๆ โดยดูวันเก็บด้านหลังซอง ทอลองเพาะในพีชมอส แค่คืนเดียวเปลือกที่หุ้มเมล็ดก็เริ่มแตกและมองเห็นต้นอ่อนเขียว ๆ ด้านใน เอ๊ะ ทำไมมันต่างกับเมล็ดซองแรกจังฟระเนี่ย วิ่งกลับไปดูหลังซองที่ซื้อมาครั้งแรก โอ๊ะโอ เมล็ดมันเก็บมาตั้งแต่ปี 2555 มิน่า ปลูกปูเล่ ออกมาเป็นตำลึง (เกี่ยวกันไหมเนี่ย) ปูเล่น้อย (ตั้งกระถางไว้ที่ร่มเกิน ต้นเลยเอียงกะเท่เร่เลยค่ะ)



        - พอกล้าโตได้ระดับนึง (มีใบจริงประมาณ 3-4 ใบ) เราก็ย้ายลงแปลงแทนผักกาดขาว (ที่ตอนนี้ลงหม้อต้มจืดไปเรียบร้อยหมดแล้ว เพี้ยนกินมาม่า) รดน้ำใส่ปุ๋ยไปเรื่อย ๆ ออกมาเป็นแบบนี้ งามจนไม่อยากตัดมากิน (แล้วจะปลูกเพื่อ..) ปูเล่เขียว ด้วยพลังของปุ๋ยขี้วัวและขี้ใส้เดือน โตจนจะล้นแปลงแว๊ว



        - ฝั่งนี้พอเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ย้ายไปปลูกต้นไม้ริมรั้วกันต่อตามที่เกริ่นไว้ตอนแรก ว่ารั้วบ้านเราด้านนี้ติดกับครัวของเพื่อนบ้าน จะปลูกต้นไม้ใหญ่ ก็กลัวกิ่งก้านจะโผล่เข้าไปรบกวนเค้า สุดท้ายก็มาตกลงปลงใจ ซื้อไม้พุ่มขนาดกลาง ๆ คือ ส้มจี๊ดด่าง และมะนาวเหลือง มาเข้าสังกัดสวนริมรั้วของเรา บวกกับเชอรี่เสปนที่เหลืออยู่ ได้ไม้ยืนต้นสามต้นริมรั้วพอดี

        - มะนาวเหลือง (Lemon) แม่ค้าอัดปุ๋ยมาเต็มที่ ต้นนิดเดียวมีลูกตั้ง 6 ลูก (สีเหลือง ๆ ในกระถางนั่นคือพริกกะเหรี่ยงที่แม่ค้าใจดีแถมมาให้ทดลองเพาะ) ลงดินแล้ว ผูกไม้ค้ำรอไว้เลย คิดว่าลูกต้องดกแน่ ๆ



        - ลงส้มจี๊ดและมะนาวเหลืองเสร็จแล้ว ก็ทยอยปลูกไม้คลุมดินไปอาทิตย์ละต้นสองต้น เริ่มจากหน้าต้นส้มจี๊ดด่าง ซึ่งเป็นมุมที่ได้แสงแดดมากสุดของบ้าน เราปลูกมะลิลาสองต้น ตามคำขอของผู้ช่วยจัดสวน มุมในสุดติดรั้วเป็นจุดที่น้ำไหลผ่าน ลงตะไคร้ไว้กอนึง อีกด้านลงต้นลิ้นกระบือไว้เพิ่มสีสัน  หน้ากอตะไคร้ยังว่าง ๆ อยู่ เว้นไว้ก่อนเพราะยังไม่รู้จะปลูกอะไร ตอนนี้เลยปูพื้นด้วยอิฐมอญกันดินกระเด็น เรียงให้เป็นแนวโค้ง ๆ แบบนี้ค่ะ 



        - ขยับมากึ่งกลางระหว่างต้นเชอรี่กับมะนาวเหลือง เราลงผักหวานไว้สามต้น เว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 30 ซ.ม. ถัดจากมะนาวเหลือง ติดกับริมรั้วเป็นต้นคริสตินา ที่ยังเหลืออยู่สามต้น ข้าง ๆ แทรกด้วยพุดซ้อนด่างอีกสอง



        - พักปลูกต้นไม้ไปอาทิตย์นึง เพราะรอให้ผู้รับเหมาเข้ามาทำหลังคากันสาด และระแนงริมรั้วให้เรียบร้อย ก่อนที่จะลงต้นไม้เพิ่มค่ะ พื้นที่โล่ง ๆ ก่อนทำหลังคามันคือเสาปูน ซึ่งเคยเป็นโครงสร้างไม้ระแนงเก่าค่ะ



        - ใช้เวลาทำสองวันก็เรียบร้อย หลังคาโครงเหล็กทาสีโอ๊ค มุงด้วยโพลีคาร์บอเนตแผ่นตันผิวส้มสีชา ใส่รางน้ำฝนไวนิล ใกล้ ๆ กันคือระแนงบังตา เนื่องจากรั้วอิฐบล็อค ที่กั้นระหว่างบ้านเรากับเพื่อนบ้านชราภาพเต็มที เราเลยให้ช่างเค้าทำโครงเหล็กขึ้นมาใหม่ พยายามไม่ไปยุ่งกับรั้วเดิม ผลคืองบประมาณบานปลายกันไป อิอิ



        - หลังคาเสร็จแล้ว ลงต้นไม้ต่อ เราไปหาโมกกอใหญ่มาลงตรงมุมเสาติดกับหลังคากันสาด เพื่อช่วยพรางความแข็งกระด้างและเหลี่ยมมุมของโครงเหล็กและเสาปูน ซื้อแบบกอใหญ่ ๆ แล้วให้ร้านต้นไม้มาส่งให้ แบบว่าพรึ่บเดียวสวยเลย โมกแบบนี้ได้ยินพ่อค้าเรียกว่าโมกใบไผ่ ใบจะแหลม ๆ กว่า โมกลา แปลกดี ไม่เคยได้ยินชื่อโมกแบบนี้มาก่อนเลย



        - ทำหลังคาเสร็จก็ออกพรรษาพอดี ไม่มีฝนแล้ว ได้เวลาจัดการทาสีรั้วบ้าน ที่กระดำกระด่างซะที ให้คุณแฟนไปลากเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง ออกมาจากห้องเก็บของ ฉีดไล่ไปตามกำแพงเพื่อทำความสะอาด เวลาฉีดต้องระวังต้นไม้นิดนึง เนื่องจากเราดันใจร้อนลงต้นไม้ริมกำแพงไปแล้วหลายต้น

        - หลังจากนั่งหาข้อมูลสีทาภายนอกอยู่เป็นวัน ๆ เราตัดสินใจทดลองซื้อซีเมนต์สีตราจระเข้มาทารั้ว ดูข้อมูลจากเวบไซต์แล้วคิดว่าน่าจะทาเองได้ไม่ยาก ผสมน้ำตามอัตราส่วนแล้วก็ละเลงเลยค่ะ เพี้ยนลุย เพื่อความมั่นใจ ลองทามุมเล็ก ๆ หลังบ้านดูก่อนว่ารับได้กับโทนสีหรือป่าว



        - จากรั้วกระดำกระด่าง แปลงโฉมเป็นรั้วสีเหลืองนวล อบอุ่น ดูดีขึ้นเป็นกองเนอะ แต่อย่ามองเลยไปถึงหลังบ้านนะ มันคนละโลกกันเลยค่ะ



        - งานโครงสร้างหลัก ๆ เสร็จแล้ว ก็ทยอยลงต้นไม้เพิ่มให้เต็มพื้นที่ โคนต้นโมก เราลงพวกไม้พุ่มคลุมดิน มีต้นสาริกาลิ้นทอง (เราชอบลูกเล็ก ๆ กลม ๆ ตามกิ่งของเค้า เลยซื้อมาสามต้นเลย) แล้วตามด้วยสารพัดพริก คือพริกขี้หนูสวน พริกฟักทองและพริกใบด่าง มุมนี้ภูมิใจมากค่ะ  เพราะพริกพวกนี้เราเพาะเมล็ดเอง อิอิ กว่าจะโต ลุ้นตัวโก่ง

        - พืชสวนครัวส่วนใหญ่เค้าเป็นประเภทมาเร็ว เคลมเร็ว คือเพาะง่าย โตเร็ว ออกดอก ติดลูกแล้วก็โทรม ตายไป ก่อนจะปลูกเราต้องวางแผนนิดนึง ว่าจะจัดวางไว้ตรงไหน ถึงจะเข้าไปทำงาน เก็บผลิตผลและรื้อถอนได้ง่าย ๆ  ต้นกล้าพริกที่เพิ่งย้ายลงดิน ต้นเพิ่งสูงได้สองคืบเอง แถมต้นพริกขี้หนูที่อยู่ตรงกลางนี่ เราเผลอทำยอดเค้าหักอีก จะรอดมั้ยเนี่ย



        - ส่วนนี่คือโฉมหน้าพริกม่วงแบบใกล้ ๆ ม่วงอย่างเดียวไม่พอ แถมด่างอีก ยังไม่พอ แถมยังแคระด้วย ต้นสูงแค่คืบกว่า ๆ ก็เริ่มออกดอกแล้ว



        - พอลงโมกเสร็จแล้ว มุมด้านในก็เลยร่มครึ้มไปเลย แถมเป็นซอกเล็ก ๆ แคบ ๆ อีก ปลูกอะไรดีล่ะทีนี้ ต้องระเห็จออกไปเดินร้านขายต้นไม้อีกรอบเพื่อหาแรงบันดาลใจ สุดท้ายได้โอ่งใบนี้กลับบ้านมาในราคา 900 บาท เป็นโอ่งใหม่ทำลวดลายและสีเลียนแบบโอ่งเก่าค่ะ จริง ๆ เราชอบโอ่งดินเผาเก่า ๆ นะคะ เก็บน้ำเย็นดี แต่ราคามันแรงไปนิด รับไม่ไหว เลยต้องเบนเข็มไปซื้อของใหม่แทนค่ะ



        - เรายกมาตั้งไว้ข้าง ๆ โคนต้นโมก ตั้งใจจะใช้เก็บน้ำเพื่อรดต้นบีโกเนีย หน้าต้นโมกยังว่างอยู่ ยกหินทรายลูกเต๋าที่เหลือ ๆ อยู่มาวางเป็นแนวโค้งแล้วปลูกต้นหนวดปลาดุกแคระแทรกตามรอยต่อ ด้านข้างลงต้นปูเล่ม่วงไว้หกต้น รอบโอ่งโรยกรวดขาวไว้กันดินกระเด็นเวลารดน้ำต้นไม้ ปูเล่สีม่วงนี่ซื้อต้นใหญ่ ๆ มาจากร้านแถว ๆ เลียบทางด่วนรามอินทรา เราพยายามหาซื้อเมล็ดมาเพาะเอง แต่ปูเล่สีม่วงนี่หาเมล็ดยากมากค่ะ เลยต้องใช้ตัวช่วย แบบมาพรึ่บเดียวสวยเลย



        - ถัดจากปูเล่ ยังมีพื้นที่ว่างเล็ก ๆ อยู่ เราไปยกก้อนหินทรายที่เหลืออยู่ในบ้าน มาวางแทรกไว้ จะได้ไม่ต้องปลูกต้นไม้ให้ดูทึบเกินไป ข้างก้อนหินปลูกต้นจิงจูไฉ่คลุมดินไว้ (ตกลงนี่มันบ้านคนหรือร้านขายของแต่งสวนกันแน่เนี่ย มีเกือบทุกอย่าง)

        - ปลูกไว้ให้เห็นกันจะ ๆ งี้เลย จะได้เก็บกินง่าย ๆ อิอิ (ซื้อแบบเพาะในถุงดำ มาจากร้านต้นไม้ปากทางถนนรามอินทรา เข้าถนนเกษตร-นวมินทร์ เส้นตัดใหม่ เยื้อง ๆ กับห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ ราคา 3 ถุง 100 บาท) ป.ล. เก็บใบไปใส่แกงจืดเต้าหู้หมูสับ หวาน อร่อยมาก ๆ



        - หลังกอต้นโมก ดูโล่ง ๆ ไม่สวยเลยอ่ะ หาวิธีใช้ของเก่าในบ้านให้เกิดประโยชน์ด้วยการขนอิฐมอญเก่า ๆ ที่เหลืออยู่มาวางเรียงเป็นแท่น วางสองแถวให้ไล่ระดับกัน เสร็จแล้วไปยกพวกกระถางพรมญี่ปุ่น บีโกเนีย สับปะรดสี ต้นเงินเต็มบ้าน รวมทั้งพลูด่างเพื่อนยาก ที่เราแยก ๆ ชำ ๆ ไว้ มาวางประดับ กว่าจะเสร็จมุมนี้ปาเข้าไปทุ่มนึง เลยต้องมาถ่ายรูปตอนเช้าแทน เสร็จแล้ว..ดูดีขี้นเป็นกอง



        - ตอนนี้พื้นที่แนวราบเราก็ถูกจับจองไปหมดแล้ว แต่ยังเหลือต้นไม้ในดวงใจอีกหลายต้นที่เราอยากปลูก ทั้งน้ำเต้าที่เซียนที่เพาะรอไว้ในกระถาง ไหนจะมอร์นิ่ง ที่ไปไล่ขอชาวบ้านเค้ามา ไหนจะตำลึงที่ชอบกินอีก ทำไงดีละ คิดไปคิดมา เออในเมื่อปลูกแนวราบไม่ได้ ก็ปลูกแนวตั้งแทนแล้วกัน ไปรื้อกองไม้ไผ่ที่เหลืออยู่หลังบ้าน เอามาปักเป็นซุ้มเล็ก ๆ ให้ไม้เลื้อย เป็นซุ้มชั่วคราว เดี๋ยวมะนาวโต ก็คงต้องรื้อออก



        - ณ ปัจจุบัน ต้นตำลึงโตเร็วดีค่ะ เก็บยอดได้แว้ว แต่ต้นน้ำเต้าเพิ่งเลื้อยเตาะแตะขึ้นมาตามเสา สงสัยโดนแดดน้อยไปหน่อยเลยไม่ค่อยจะโต



        - เราไปเดินตลาดจตุจักร 2 เจอโครงเหล็กรูปดอกไม้ เลยซื้อติดมือมาปักไว้ข้าง ๆ โซฟานั่งเล่น เอาไม้ไผ่ปักดามไว้เป็นเสา เพิ่มความแข็งแรง แล้วลงต้นขจรให้เลื้อยขึ้นไป ซุ้มแบบนี้ดูไม่แข็งแรงเท่าไหร่ ปลูกไม้เถาเล็ก ๆ พอได้ แต่ถ้าไม้เลื้อยเถาใหญ่ ๆ มีโค่นแน่ค่ะ



        - ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้เมล็ดมอร์นิ่งมาแต่ไม่มีที่ลง ก็เลยเอาเมล็ดไปหย่อนไว้กับซุ้มขจร สองเดือนผ่านไป ต้นมอร์นิ่งขึ้นมาคลุมต้นขจรซะแทบไม่ออกดอกเลย ตอนนี้กำลังทยอยรื้อต้นมอร์นิ่งออกค่ะ ..ขอโทษนะ เราไปด้วยกันไม่ได้จริง ๆ แง..แง ใครจะปลูกไม้เลื้อยแบบนี้ หาข้อมูลดี ๆ นะ เพราะต้นไม้แต่ละต้นอัตราการเจริญเติบโตไม่เหมือนกัน ต้นขจร เป็นต้นไม้สุดโปรดของเราอีกต้นนึง ดอกหอมอ่อน ๆ จนไม่อยากเก็บดอกตูมมากิน ปล่อยให้บานคาต้นซะงั้น



        - หลังจากลงต้นไม้หลัก ๆ เสร็จแล้ว เราก็ทยอยตกแต่งสวน เก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ กุ๊กกิ๊กไปเรื่อยเปื่อย ใต้ต้นเชอรี่ ยังดูโล่ง ๆ อยู่ ไม่อยากปลูกต้นไม้ให้ทึบมาก กลัวมีแขกไม่ได้รับเชิญ (งู) มาอยู่ด้วย ก็เลยปูพื้นด้วยอิฐมอญ ปลูกหนวดปลาดุกแคระแทรกตามช่องว่างระหว่างก้อนอิฐ เสร็จแล้วไปยกโอ่งเก่าในบ้านมาวาง ขนาบข้างด้วยบรรดาหน่อสับปะรดสี ที่เราแยกมาจากต้นแม่หน้าบ้าน



        - หน้าต้นผักหวานยังโล่ง ๆ อยู่ ลงไม้พุ่มเตี้ย คือสมุนไพรแปะตำปึง และว่านมหากาฬคลุมดิน ติดกับรั้วลงต้นสาริกาลิ้นทอง จากนั้นก็ปูอิฐมอญทับพื้นด้านหน้า เพื่อกันดินกระเด็น และเพื่อจะได้เดินทำงานง่าย ๆ ด้วย ว่านมหากาฬนี่เป็นของโปรดของเพลี้ยแป้งเลยค่ะ เราใช้น้ำสมุนไพรหนอนตายหยากฉีด ก็พอช่วยได้บ้าง แต่ถ้าลืมฉีดเมื่อไหร่ หงิกเมื่อนั้น



        - หันกลับมาดูมุมด้านในบ้านมั่ง ตรงบ่ออิฐมอญ ดูแล้วมันแปลก ๆ เนอะ แบบว่ามีบ่อโผล่มาดื้อ ๆ โดด ๆ อยู่อย่างเดียว นอกจากนี้ไอ้เจ้ากอปริกหางกระรอกข้าง ๆ ก็เริ่มโอนเอนหาแสง เนื่องจากว่าเป็นช่วงปลายฤดูฝนแล้ว พระอาทิตย์เริ่มอ้อมใต้ ทำให้ได้รับแสงไม่พอ คิดไปคิดมา เราเลยย้ายปริกใส่กระถางแล้วยัดไว้ในบ่ออิฐมอญ ค่อยหมุนกระถางเพื่อให้เค้าได้รับแสงสม่ำเสมอ ขอบบ่อยังว่าง ๆ อยู่ เรายกตุ๊กตาดินเผา ตัวเล็กตัวน้อย ที่เหลือในบ้านมาวางตกแต่ง จากนั้นขับรถไปร้านต้นไม้ หากระถางดินเผาลายสวย ๆ มาใส่สับปะรดสี จัดวางไว้ข้าง ๆ ให้ไล่ระดับจากใหญ่มาเล็ก เสร็จแล้ว ค่อยดูมีเรื่องราวขึ้นหน่อย



         - ยกเก้าอี้แขนอ่อนมาวาง ไว้นั่งฟังเพลงตอนเช้า ๆ




        - หน้ากอหมากแดง คุณแฟนย้ายกระถางน้ำล้นจากฝั่งซ้ายมาตั้ง แล้วไปยกตุ๊กตาควายยิ้มมาวางข้าง ๆ เห็นหน้าไอ้ตัวนี้ทีไร อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ กระถางน้ำล้น เพิ่มเสียงน้ำไหลแบบเบา ๆ ให้สวน




        - ควายยิ้มพร้อมลูกสมุนกบแย้ม อิอิ



        - ข้างกอหมากแดง เราตัดต้นเตยหอมจากหน้าบ้านมาจิ้มไว้สามกิ่ง ตามด้วยฤาษีผสมแคระ ถึงตอนนี้แทบไม่ต้องซื้อต้นไม้คลุมดินแล้วค่ะ อาศัยตัด ๆ จิ้ม ๆ เอา (เริ่มงก) ฤาษีผสมแคระเป็นไม้คลุมดินที่โตเร็ว ตัดกิ่งมาจิ้มไว้ ทำลืม ๆ สองเดือนผ่านไป ฟูเต็มพื้นที่แล้ว น่ารัก อิอิ



        - ส่วนหน้ากอหมากผู้หมากเมีย ได้หินกลิ้งมาวางแทน กว่าจะวางได้ระดับนี่ เล็งกันตาแทบเหล่ ไม่ได้ระดับเค้าก็ไม่หมุนอีก เยอะเนอะ



        - สภาพปัจจุบัน ภาพมุมกว้างค่ะ



        - มองจากบนบ้าน อีกสักรูป



        - มาดูผักสวนครัวกันมั่ง ตอนเริ่มปลูกผัก เราพยายามหาผักที่เราชอบกินมาปลูก จะได้มีกำลังใจกันหน่อย เริ่มจากเพาะแตงกวาไว้ในถุงปุ๋ยเก่า ๆ พอโตแล้วก็เปลี่ยนใส่กระถางดินเผา ยกไปตั้งมุมที่มีแดด ให้เถาเค้าทอดเลื้อยไปตามพื้น แบบว่าทูอินวัน คือเป็นไม้ประดับและกินได้ด้วย แต่กว่าจะได้กินลูกนี่ไม่ง่ายเลยค่ะ เพราะโดนอิเต่าแตงรุมทึ้งตลอด ฉีดน้ำหมักยาเส้นไล่ก็ไม่ยอมไป เฮ้อปวดหัว ทำแปลงผักไม่ได้ ก็ปลูกใส่กระถางเอาแล้วกัน



        - เราชอบกินเห็ดค่ะ เลยไปเสาะหาก้อนเห็ดสำเร็จรูปมาลองวางไว้แถวใต้ต้นโมก เห็นมันชื้น ๆ เย็น ๆ คิดว่าน่าอยู่ได้ อาทิตย์เดียวเห็นผล ดอกเห็ดโผล่มาให้ยลโฉม คนกรุงเทพฯ อย่างเรา ปลูกเห็ดกินเองได้นี่มันตื่นเต้นจังวุ้ย ตัดมารวม ๆ กับผักบุ้งที่เราปลูกไว้ในกระถาง ใส่มาม่าได้ชามนึง อร่อยเหาะ ชุดเห็ดสำเร็จรูปแบบนี้สะดวกสำหรับคนในเมืองมาก แต่ราคาแอบแรงนะ กล่องละ 150 บาท



        - มอร์นิ่งเหลืองดอกเล็ก ๆ กับฟ้าใส ๆ ยามเช้า



          ขอแบ่งคร่าว ๆ ตามการใช้งานเป็น 5 กลุ่ม อาจจะไม่ถูกต้องเป๊ะตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นะคะ

        - กลุ่มที่ 1 กลุ่มไม้ต้นขนาดเล็ก (เอ หรือจะเรียกว่าไม้พุ่มขนาดกลาง ดีนะเนี่ย ชักไม่ค่อยจะแน่ใจ)
ส้มจี๊ดด่าง, มะนาวเหลือง (Lemon), เชอรี่สเปน, โมก

          ส้มจี๊ดนี่เป็นต้นไม้ที่คนจีนนิยมซื้อเป็นของขวัญให้กัน ยิ่งเป็นส้มจี๊ดด่างแล้วนี่ เราว่าเหมาะให้เป็นของขวัญมากค่ะ เพราะทั้งใบและผล มีลายด่างสวยเชียว ดอกก็หอม ผลใช้ทำกับข้าวแทนมะนาวได้อีก โวะ อะไรจะเพอร์เฟ็กต์ขนาดนี้ ปัญหาอย่างเดียวคือ ซื้อมาแล้วจะเลี้ยงได้งาม ออกดอกออกผลเหมือนตอนอยู่กับแม่ค้าได้หรือป่าวเนี่ยสิ

          ส้มจี๊ดสูง 1 เมตร ราคา 400 บาท (ตลาดมีนบุรี) ลูกลาย ๆ น่ารักดี พาลให้ไม่อยากเก็บมากิน ปล่อยให้สุกเหลืองคาต้นจนร่วงไปเอง




        - กลุ่มที่ 2 ไม้ประดับเพื่อความสวยงาม

          คล้าสเน่ห์ขุนแผน คล้านกยูง เฟิร์นเงิน บีโกเนีย พรมญี่ปุ่น ปริกหางกระรอก ซุ้มกระต่ายเขียว พุดเวียดนาม พุดซ้อนด่าง สาริกาลิ้นทอง ลิ้นกระบือแบบธรรมดาและแบบใบด่าง หมากแดง มะลิลา สังกรณีใบมัน หมากผู้หมากเมีย บีโกเนีย ถ้ารู้ใจเค้าซักนิด ก็ดูแลไม่ยากค่ะ (ชอบเครื่องปลูกโปร่ง ๆ ระบายน้ำดี ไม่ชอบแฉะ ไม่ต้องรดน้ำบ่อย)




        - กลุ่มที่ 3 พืชคลุมดิน

          ฟ้าประดิษฐ์ ก้ามปูหลุด ดาดตะกั่ว ริบบิ้นแดง ผักเป็ดด่าง หนวดปลาดุกแคระ หลิวเลื้อย



        - กลุ่มที่ 4 พืชสวนครัว

          ผักหวานบ้าน สะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก ปูเล่ ตะไคร้ ผักชีลาว ผักชีใบเลื่อย (ผักชีฝรั่ง) ตำลึง ต้นขจร พริก จิงจูไฉ่ ชะพลู นอกจากนี้ยังมีผักสวนครัวอายุสั้นที่เราทยอยปลูกหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว

          ผักหวานบ้านนี่เป็นผักที่น่าปลูกไว้เป็นผักสามัญประจำสวนครัวมากค่ะ เป็นไม้พุ่มเตี้ย ต้นเป็นกอ ปลูกตามรั้วบ้านได้ ใบแก่จะมีลายนวล ๆ ขาว ๆ อยู่กลางใบ เราชอบนะสวยดี ยอดอ่อน ๆ ก็ทำเป็นกับข้าวได้หลายอย่าง เอาแบบเบสิคสุดก็ผักหวานผัดน้ำมันหอย ผักหวานบ้านนี้หน้าตาเค้าจะคล้าย ๆ กับผักหวานป่า แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละพันธุ์กัน




        - กลุ่มที่ 5 สมุนไพร

          ว่านมหากาฬ ฟ้าทะลายโจร แปะตำปึง พญาวานร

          สมุนไพรพวกนี้ น่าปลูกติดบ้านไว้ค่ะ ปลูกไม่ยากแถมประโยชน์เยอะ อย่างว่านมหากาฬนี้ ตามตำราบอกว่าใบสด ตำพอกฝีหรือถอนพิษสัตว์เล็กๆ เช่นพวกแมลงป่อง ได้ค่ะ ส่วนตัวยังไม่มีโอกาศได้ลอง และไม่อยากลองด้วย อิอิ ว่านมหากาฬ ใบลาย ๆ ถ้าปลูกให้เป็นกลุ่ม ๆ ก็สวยดีค่ะ



          ก่อนจะลากันไป มาดูบทสรุปส่งท้ายกันว่า หลังจากหลังขด หลังแข็ง ขุดดิน และเกือบๆจะต้องกินแกลบ (เพราะค่าทำหลังคา) สวนนี้ตอบโจทย์ของเราได้มากน้อยแค่ไหน เริ่มจาก 

        - ข้อที่ 1. การเชื่อมพื้นที่สวนบริเวณหน้าบ้าน เข้ากับสวนด้านข้างตัวบ้าน ทางเดินแผ่นศิลาแลง กว้างเมตรยี่สิบ ปูเป็นแนวโค้ง ๆ นี่ถือเป็นเส้นนำสายตาและเป็นตัวเชื่อมระหว่างสวนหน้าบ้านและหลังบ้านได้เป็นอย่างดี เดินง่าย ไม่ลื่น น้ำไม่ขัง ถือว่าผ่านค่ะ รูปนี้ถ่ายย้อนจากหลังบ้านไปหน้าบ้าน



        - ข้อที่ 2. เรื่องความร่มรื่น สวยงาม ก็ถือว่าพอได้อยู่ มีสีสันจากไม้ใบและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้ดอก รวมทั้งมีผีเสื้อ กิ้งก่า จิ้งเหลน แวะเวียนมาให้ดูเล่นเรื่อย ๆ มุมนี้ได้ต้นหมากผู้หมากเมีย ช่วยเพิ่มสีสัน สีชมพูหวานจับใจจริง ๆ เป็นต้นไม้ที่ปลูกและขยายพันธุ์ง่ายค่ะ



        - อาจจะดูแหว่งไปบ้าง เพราะต้นไม้ยังโตไม่ได้ระดับ



        - แต่ถึงจะแหว่งยังไง อิชั้นมั่นใจค่ะว่า..ดูดีกว่าแบบนี้แน่



        - ข้อที่ 3. คือการปลูกผักสวนครัวไว้ทำกับข้าว หันไปดูรอบ ๆ สวนก่อน เห็นสะระแหน่ กะเพรา โหระพา แมงลัก ผักหวาน ตำลึง ผักบุ้ง ปูเล่ และ ฯลฯ อยู่ตามมุมต่าง ๆ แล้ว ถือว่าผ่านแล้วกัน ถึงแม้ว่าตอนนี้ปริมาณผักสวนครัวที่ปลูกได้ จะไม่ได้เยอะแยะมากมาย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปลูกผักกินเอง ปูเล่ม่วง กินก็ได้ ดูก็ดี



        - ยังเหลือมุมหลังบ้านแคบ ๆ ยาว ๆ รกไปด้วยอภิมหาสมบัติ โอ่งอ่างกระถางแตกอีกมุม ไหนจะถังเก็บน้ำอีก จะปิดบังอำพรางอย่างไรดี เอ..หรือว่าจะลองทำเป็นสวนแนวตั้ง...ดีนะ ว่าแล้วก็ขอจบแบบดื้อ ๆ เลยแล้วกัน จะไปหาข้อมูลจัดสวนต่อ ลากันไปด้วยภาพนี้นะคะ สวนครัวไม่จำเป็นต้องอยู่หลังบ้านเสมอไปก็ได้นะตะเอง
 

 ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณเรือนขวัญ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม 

Cr.https://home.kapook.com/view80373.html

                                                 ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=FuBO5wL5p7I

จำหน่าย น้ำยากันลื่น SURE MOVE แก้ปัญหา พื้นห้องน้ำลื่น ด้วยวิธีง่าย ๆ เหมาะสำหรับใช้กับพื้นกระเบื้องเซรามิคทุกชนิด ยกเว้นกระเบื้องเคลือบเงาและกระเบื้องที่มีสีเข้ม 

ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน : ASTM E303-93 (2013) (ค่าแรงเสียดทานของพื้นผิว)

ติดต่อเรา

GMAIL  :  sureformove@gmail.com
    
LINE    :  http://nav.cx/3IqrJ4O

Powered by MakeWebEasy.com