4 การแสดงออกบ่งบอกถึงความรักที่แท้จริงในครอบครัว

Last updated: Nov 30, 2019  |  72 จำนวนผู้เข้าชม  |  Articles

4 การแสดงออกบ่งบอกถึงความรักที่แท้จริงในครอบครัว

โดย Pansasiri24 มิ.ย. 2559 - 19.10 น. , แก้ไขเมื่อ 26 มิ.ย. 2559 - 17.22 น.

ที่มา : https://www.winnews.tv/news/4583

4 การแสดงออกบ่งบอกถึงความรักที่แท้จริงในครอบครัว..สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการอบรมเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีคุณภาพก็คือการที่พ่อแม่ให้ความรักและความอบอุ่นแก่ลูกนั่นเอง ซึ่งการแสดงออกถึงความรักที่ดีมีอยู่ 4 ประการ http://winne.ws/n4583

1. การสัมผัสทางกาย เป็นการแสดงออกถึงความรักที่ทำได้ง่ายที่สุดและทำได้เกือบตลอดเวลา เช่น กอด หอม อุ้ม โอบ ลูบหัว จับมือ ลูกต้องการการสัมผัสทางกายเป็นอย่างมากในช่วงวัย 1-3 ปี ดังนั้น ในเวลาทำกิจกรรมต่างๆกับลูก พ่อแม่ควรสัมผัสลูกในระหว่างนั้นด้วย เป็นต้นว่า เวลาที่พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกวัย 2 ขวบฟังให้อุ้มลูกนั่งบนตักและโอบกอดลูกไว้ด้วยจะทำให้ลูกมีความสุขและรู้สึกอบอุ่นใจมาก

Fas (1996) ได้ศึกษาเด็กทารกในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าจำนวน 1,000 คน ซึ่งไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น อีกทั้งไม่เคยได้รับการกอดและสัมผัสจากผู้ใหญ่เลย พบว่าเด็กเหล่านี้มีพัฒนาการล่าช้ามากกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกันที่ได้รับความเอาใจใส่จากผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมีสมองเล็กกว่าเกณฑ์ปกติถึง 30%

เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่บางคนอาจคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมในการใช้สัมผัสทางกายกับลูกในวัยนี้ โดยเฉพาะในสังคมแบบวัฒนธรรมไทยที่พ่อบางคนเลิกกอดลูกสาวไปเพราะคิดว่าดูไม่ดี หรือไม่กอดลูกชายแล้วเพราะคิดว่าลูกอาจจะอายเพื่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าลูกสาวหรือลูกชายของเราจะโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแค่ไหนก็ตาม เขาก็ยังต้องการการสัมผัสและอ้อมกอดจากพ่อแม่ของเขาอยู่ตลอดเหมือนกับสมัยเมื่อเขายังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่นั่นเอง ดังนั้นพ่อแม่สามารถใช้วิธีการที่หลากหลายในการสัมผัสลูกเพื่อแสดงความรัก เช่น การโอบไหล่ ลูบหัว แตะหลัง ซึ่งเป็นวิธีที่จะถ่ายทอดความรักไปสู่ลูกได้โดยไม่รู้สึกเขินอายกันทั้งสองฝ่าย

2. การให้เวลา แม้เวลาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับธุรกิจการงาน แต่สำหรับการสร้างครอบครัว ที่แข็งแรงเวลามีความจำเป็นที่ต้องใช้มากกว่าใช้ในการงานใดๆ

การให้เวลาหมายถึงการที่ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆด้วยกันเป็นการแสดงความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่ลูกพ่อแม่ยุคปัจจุบันมักมีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรเวลาให้ลูกผู้เขียนได้ยินพ่อแม่หลายคนมาบ่นให้ฟังว่าทำงานยุ่งมากจนไม่มีเวลาให้กับลูกเลยพ่อแม่บางคนเลื่อนนัดกับลูกบ่อยๆ เพราะคิดว่าบอกเลื่อนนัดกับคนในครอบครัวนั้นง่ายกว่าเลื่อนนัดกับคนอื่นและเห็นว่าไม่น่าจะมีอะไรที่เสียหาย แต่จริงๆ แล้วเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับลูก โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ นั้นเขาไม่เข้าใจหรอกว่าพ่อแม่ต้องทำมาหากิน เพราะสำหรับลูกแล้วการที่พ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับเขาคือความรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักเขา ทิ้งเขา ไม่เห็นความสำคัญของเขาดังนั้นถ้าปล่อยให้ลูกรู้สึกแบบนี้ไปเรื่อยๆจะเป็นการสร้างความคิดและทัศนคติในทางลบที่มีต่อพ่อแม่ให้กับลูกเด็กบางคนกลายเป็นเด็กมีปัญหาเพราะคิดว่าพ่อแม่ไม่รักไม่ต้องการบางคนไปแสวงหาความใกล้ชิดจากคนอื่นเช่นจากเพื่อนจากแฟนจากอินเตอร์เน็ตนอกจากนี้หากลูกกลายเป็นคนที่ไม่เห็นความสำคัญของการใช้เวลากับพ่อแม่ตั้งแต่เด็กเมื่อเขาเติบโตขึ้นซึ่งในขณะนั้นพ่อแม่อยากจะใช้เวลากับเขาเขาก็จะอ้างว่าไม่มีเวลาให้พ่อแม่เช่นกัน

การให้เวลากับครอบครัวอย่างมีคุณภาพสามารถทำได้ง่ายๆเช่นได้รับประทานอาหารในมื้อใดมื้อหนึ่งของวันร่วมกันโดยคุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญและใช้ช่วงเวลานี้ให้มีประโยชน์แก่ลูกมากที่สุดและให้เป็นเวลาที่ครอบครัวได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันเพื่อแสดงความรักและความใส่ใจที่มีให้แก่กันเช่นตักอาหารให้เช็ดปากให้พูดคุยกันนอกจากนี้พ่อแม่ควรให้ครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอเช่นสำหรับลูกในวัยเด็กเล็กพ่อแม่สามารถใช้เวลาใกล้ชิดกับลูกได้โดยการเล่านิทานให้ลูกฟังวาดรูประบายสีเล่นเกมกับลูกสำหรับลูกวัยรุ่นพ่อแม่สามารถหากิจกรรมที่เป็นงานอดิเรกที่พ่อแม่ลูกมีความสนใจร่วมกันเช่นเล่นกีฬาเล่นดนตรีเล่นอินเตอร์เน็ตดูโทรทัศน์ด้วยกันและครอบครัวควรหาเวลาไปท่องเที่ยวด้วยกันบ้างเช่นไปเที่ยวสวนสาธารณะไปเที่ยวทะเลไปต่างจังหวัดไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ซึ่งกิจกรรมต่างๆเหล่านี้นอกจากจะทำให้ลูกมีความสุขสนุกสนานแล้วยังช่วยสานความรักความผูกพันในครอบครัวให้มีมากขึ้นด้วย

3. การพูดถ้อยคำดี ๆ นอกจากการสัมผัสทางกายและการให้เวลาแล้ว การแสดงออกถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกยังรวมถึงการแสดงออกทางคำพูดที่เต็มไปด้วยความรัก ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวคำบอกรัก “แม่รักหนูมากนะลูก” “ลูกเป็นคนพิเศษสำหรับพ่อแม่นะจ๊ะ” การพูดชื่นชม “พ่อภูมิใจในตัวลูกจริงๆ เลย” การพูดให้กำลังใจ “หนูเก่งมากแล้วที่ทำได้สมความตั้งใจขนาดนี้” ถ้อยคำที่ดีและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเหล่านี้จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นใจและเชื่อมั่นในความรักที่พ่อแม่มีต่อเขา ซึ่งจะช่วยพัฒนาความรู้สึกในเรื่องของความภาคภูมิใจในตนเอง (self esteem) อีกทั้งเมื่อลูกได้ยินคำพูดดี ๆ เหล่านี้ก็จะทำให้ลูกมีความสุข ซึ่งการที่ลูกมีความสุข สมองก็จะหลั่งสารเอ็นโดฟิน (endorphin) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้คำพูดดีๆของพ่อแม่ยังช่วยให้ลูกซึมซับถึงความอ่อนโยน นุ่มนวล ซึ่งส่งผลให้ลูกเป็นคนที่สุภาพอ่อนโยน ไม่หยาบคายอีกด้วย



4. การให้ของขวัญ การให้ถือเป็นการแสดงความรักและความใส่ใจของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับของขวัญที่ดีไม่ได้หมายถึงของราคาแพงแต่ควรเป็นของที่ให้ด้วยความรักความจริงใจและความตั้งใจที่จะให้การให้ที่หวังผลประโยชน์เช่นหวังกำไรตอบแทนทางธุรกิจหรือหวังก้าวหน้าในการงานเป็นการให้ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระหว่างคนในครอบครัวเช่นพ่อซื้อของแพงๆให้ลูกแทนการที่ผิดนัดไปเที่ยวกับลูกไม่ได้เพราะต้องไปตีกอล์ฟกับพรรคพวกแม่ซื้อมือถือใหม่ล่าสุดให้ลูกเพราะกลัวลูกโกรธที่ไปรับลูกหลังเลิกเรียนไม่ได้

การให้ของขวัญที่ดีที่สุดแก่ลูก ควรต้องสังเกตดูว่าลูกชอบและมีความสนใจในสิ่งใดบ้าง เช่น ลูกชอบเล่นกีฬา ก็อาจให้อุปกรณ์กีฬา ชุดกีฬา ลูกสนใจศิลปะ เราให้อุปกรณ์ศิลปะต่าง ๆ ให้หรือถ้าลูกชอบเล่นดนตรี ก็อาจให้เครื่องดนตรี หรือให้ของกระจุกกระจิกที่แสดงความรักก็ได้ แต่จำไว้ว่าพ่อแม่ต้องแสดงออกถึงท่าทีของการให้ที่ถูกต้องด้วยว่า การให้ของขวัญกับลูกนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นของขวัญที่มีราคาแพง แต่เป็นของขวัญที่ลูกชอบ เป็นของขวัญที่มาจากใจของพ่อแม่ที่แสดงออกถึงความใส่ใจที่พ่อแม่มีต่อลูก

“ครอบครัวที่แข็งแรงเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดี และครอบครัวจะแข็งแรงได้นั้นสร้างได้ด้วยความรัก” ดังนั้นหากวันนี้เรายังละเลยที่จะแสดงออกซึ่งความรักต่อคนในครอบครัวของเรา โดยเฉพาะสำหรับพ่อแม่แล้ว หากยังแสดงความรักกับลูกไม่พอ เดือนแห่งความรักนี้คงจะเป็นเดือนที่หลายๆ ครอบครัวจะได้ร่วมกันสร้างครอบครัวแห่งความรักที่แข็งแรงร่วมกันตลอดไป

ที่มาhttp://www.pregnancysquare.com/4วิธีแสดงออกถึงความรักสร้างครอบครัวแข็งแรง

ขอบคุณภาพจากwww.google.com 

                              ที่มา :  https://www.youtube.com/watch?v=CszdSPsV5h0

จำหน่าย น้ำยากันลื่น SURE MOVE แก้ปัญหา พื้นห้องน้ำลื่น ด้วยวิธีง่าย ๆ เหมาะสำหรับใช้กับพื้นกระเบื้องเซรามิคทุกชนิด ยกเว้นกระเบื้องเคลือบเงาและกระเบื้องที่มีสีเข้ม 

ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน : ASTM E303-93 (2013) (ค่าแรงเสียดทานของพื้นผิว) 

ติดต่อเรา 

GMAIL :  sureformove@gmail.com

LINE   :  http://nav.cx/3IqrJ4O

Powered by MakeWebEasy.com