COVID-19 : พลิกมุมคิด...วิกฤต หรือ โอกาส

Last updated: May 17, 2020  |  59 จำนวนผู้เข้าชม  |  Articles

COVID-19 : พลิกมุมคิด...วิกฤต หรือ โอกาส

ปี 2020 เปิดศักราชมาพร้อมกับเหตุด่วนเหตุร้ายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดไตรมาสแรก เริ่มตั้งแต่ไฟป่าที่ออสเตรเลียที่ลุกลามข้ามปี หรือ PM 2.5 ที่ก็ยืดเยื้อมาหลายปีเช่นกัน เข้มข้นขึ้นอีกด้วยความไม่สงบระหว่างสหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลาง และที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้คนไทยจำนวนมาก คือเหตุกราดยิงที่โคราชซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบอีกหลายครั้ง

 

แต่คำที่คนทุกทวีปทั่วโลกขยาดและหวาดกลัวที่สุดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้น “โควิด-19” 


โรคระบาดครั้งนี้นอกจากคร่าชีวิตและสุขภาพของผู้คนกว่า 160 ประเทศแล้ว ยังกระทำชำเราธุรกิจน้อยใหญ่และตลาดหุ้น พรากมนุษยธรรม และย่ำยีสุขภาพจิตของสังคมเราอย่างไม่ปรานี 


เรามีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่จะกลัวโควิด-19 ทั้งการแพร่เชื้ออันง่ายดาย จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกวัน การขาดวัคซีนป้องกัน การบริหารจัดการที่ไม่ทันท่วงที ข้อเท็จจริงที่น่ากลัวยังถูกโหมประโคมด้วยข่าวปลอมให้กระแสทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก...โควิด-19 เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เราไม่ควรนิ่งนอนใจ แต่เราควรเตรียมใจอย่างไร



©Captionery/Unsplash



เราจิตตกเพราะโควิด...หรือความคิด

ในเชิงกายภาพ ถึงแม้องค์การอนามัยโลกจะประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคระบาด (Pandemic) ที่เกิดจากจากไวรัสโคโรนาเป็นครั้งแรก (องค์การอนามัยโลกจัดให้โรคซาร์สและโรคเมอร์สเป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) ไม่ถือว่าเป็นโรคระบาด) แต่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ก็ไม่ได้ถือว่าร้ายแรงเมื่อเทียบกับโรคระบาดอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ความหนักหนาสาหัสของการระบาดครั้งนี้อยู่ที่


อัตราการแพร่เชื้อที่รวดเร็วและกระจายเป็นวงกว้าง


แต่ทำไมโควิด-19 ถึงมีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงเหลือเกิน



©Erik Mclean/Unsplash

 

โควิด-19 (COVID-19 ย่อมาจาก Coronavirus Disease 2019) เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ชื่อ 2019-nCoV หลายคนคงทราบแล้วว่าไวรัสตระกูลโคโรนาไม่ใช่แขกแปลกหน้าเสียทีเดียว ไวรัสโคโรนาที่พบในสัตว์และคนมีกว่า 200 สายพันธุ์ แต่ที่ผ่านมา มนุษย์รู้จักกับไวรัสโคโรนา 6 สายพันธุ์ สายพันธุ์ดั้งเดิมที่ทำให้เกิดโรคประจำถิ่นอย่างหวัดและโรคทางเดินหายใจมี 4 สายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์อุบัติใหม่ 2 สายพันธุ์ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบแบบเฉียบพลันอย่างโรคซาร์ส (SARS ย่อมาจาก Severe Acute Respiratory Syndrome หรือ โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง) และโรคเมอร์ส (MERS ย่อมาจาก Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus หรือ ไวรัสทางเดินหายใจตะวันออกกลาง) 2019-nCoV เป็นสมาชิกลำดับที่ 7 ในตระกูล


เมื่อปี 2002 มีผู้เสียชีวิตจากโรคซาร์สรวม 774 คนจากผู้ติดเชื้อทั้งหมด 8,096 คน อัตราการตายคิดเป็น 10%  


ต่อมาในปี 2012 มีผู้ติดเชื้อโรคเมอร์สทั้งหมด 2,494 คน และเสียชีวิต 858 คน หรือคิดเป็น 34% 


เมื่อเทียบกับโควิด-19 ที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 9,000 คนจากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 220,000 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 19 มีนาคม 2020) นับตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2019 เป็นต้นมา อัตราการตายของโรคคิดเป็นเพียง 3.4% เท่านั้น


และถ้าย้อนกลับไปเกือบ 700 ปีที่แล้ว ระหว่าง ค.ศ. 1347-1351 เกิดโรคระบาด Black Death หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันว่า กาฬโรค มีผู้เสียชีวิตราว 75-150 ล้านคน ทำให้ประชากรโลกลดลงจากประมาณ 450 ล้านคนเหลือ 300-375 ล้านคน นับเป็นความเสียหายจากโรคระบาดที่ใหญ่หลวงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ 


ส่วนโรคระบาดที่ร้ายแรงเป็นอันดับสอง คือ โรคไข้หวัดใหญ่สเปน ที่ออกอาละวาดในช่วง ค.ศ. 1918 ประชากรประมาณ 1 ใน 3 ของโลกติดเชื้อดังกล่าว และราว 50 ล้านคนเสียชีวิต


สาเหตุหลักของการติดต่อทางร่างกายอย่างรวดเร็ว คือ ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปในยุคโลกาภิวัต สังคมเมืองมาพร้อมกับพลวัตที่เลื่อนไหลอย่างรวดเร็ว ผู้คนใช้เงินซื้อความสะดวกสบายและความสุข นิยมกิน ดื่ม เที่ยว ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากขึ้น อยู่คนเดียวน้อยลง และที่สำคัญ วิถีชีวิตที่ไม่อยู่นิ่งทำให้มีการเคลื่อนย้ายของประชากรมากขึ้น การเดินทางข้ามจังหวัดข้ามประเทศเป็นเรื่องง่ายและราคาย่อมเยากว่า 10-20 ปีที่แล้วมาก คนจำนวนมากทำงานต่างบ้านต่างเมือง คนจำนวนไม่น้อยเพลิดเพลินกับการไปสถานที่ต่างวัฒนธรรม ทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้อย่างไร้พรมแดน ผู้โดยสารที่เดินทางด้วยเครื่องบินเมื่อปี 2019 มีทั้งหมด 4,500 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 2,479 ล้านคนเมื่อปี 2009 และ 1,994 ล้านคนเมื่อปี 2004


เมื่อสถานการณ์เริ่มรุนแรง ภาครัฐยกระดับมาตรการควบคุมการติดเชื้อ ประกาศลดการเดินทางไปต่างประเทศ งดการประชุมและชุมนุมสังสรรค์ ปิดสถานที่ทำงานและสถานบันเทิงหลายแห่ง รวมถึงสถานศึกษาทุกแห่ง ผู้บริโภคแห่แหนกันกักตุนสินค้าและพ่อค้าแม่ค้าโก่งราคาสินค้าไปพร้อม ๆ กัน 


ประชาชนออกจากบ้านน้อยลง กิจกรรมที่เคยชื่นชอบอย่างการกินข้าว เช็กอินตามคาเฟ่ นวด ทำเล็บ ออกกำลังกาย กินเหล้าเฮฮา รวมถึงเที่ยวต่างจังหวัดและต่างประเทศก็ต้องลดลงไปโดยปริยาย ความโดดเดี่ยวจากการกักตัวและการรักษาระยะห่างทางสังคมทำให้กลุ่มประชากรสุขนิยมเริ่มหดหู่ เพราะโหยหาแหล่งที่มาของความสุขอันคุ้นเคย 


เมื่อพฤติกรรมการบริโภคและกิจกรรมนันทนาการเริ่มลดลง ธุรกิจหลายแห่งชะลอตัว เกิดปัญหาคนว่างงาน เศรษฐกิจหยุดชะงัก ตลาดหุ้นซบเซา ทั้งหมดนี้เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มความเครียดชั้นดีที่ต่อเนื่องกันเป็นห่วงโซ่


เมื่อต้องอยู่บ้านมากขึ้น เวลาว่างส่วนใหญ่ก็หมดไป การท่องโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ยิ่งเราเสพข่าวมากแค่ไหน ความตื่นตระหนกวิตกจริตก็มากขึ้นเท่านั้น


การคาดเดาอนาคตไม่ได้และไม่รู้จุดจบของเหตุการณ์เช่นนี้ส่งผลให้เกิดข่าวลวง ข่าวลือที่ได้รับความเชื่อถือพอ ๆ กับข้อเท็จจริง ความกลัวแพร่สะพัดเข้าสู่จิตใจของเรายิ่งกว่าฝอยละอองของผู้ติดเชื้อ ความตึงเครียดค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ความโกลาหลตามมาติดๆ

สังคมเราคงไม่ตายด้วยโควิด-19 แต่จะมีปัญหาสุขภาพจิตไปเสียก่อน   


ความกลัวผันแปรตามความไม่รู้

ท่ามกลางมหาสมุทรเฟคนิวส์และสึนามิที่พัดพาข่าวที่รุนแรงเกินจริง คุณรู้ไหมว่า 80% ของผู้ติดเชื้อมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการเลย 15% แสดงอาการ และ 5% เข้าข่ายวิกฤต 


คุณรู้ไหมว่า ทอม แฮงค์ส พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพียงห้าวันเท่านั้น 


คุณรู้ไหมว่า ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแทบจะไม่มีโอกาสในการแพร่เชื้อเลย 


คุณรู้ไหมว่า ระยะที่ 1 2 3 ของสถานการณ์แพร่ระบาด ไม่เกี่ยวกับความรุนแรงของโรค 


ส่วนความจริงที่เป็นทั้งข่าวร้ายและข่าวดี คือ สถานการณ์จะแย่ลงอีก แต่หลังจากนั้นจะดีขึ้น 


ศาสตราจารย์นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงธรรมชาติของโรคระบาดว่า การระบาดของโรคหลายชนิดที่เกิดจากไวรัส เมื่อประชากรกว่าครึ่งติดเชื้อทั้งแบบมีและไม่มีอาการ จะเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) และเมื่อประชากรจำนวนมากมีภูมิต้านทาน โรคระบาดจะลดความรุนแรงลง กลายเป็นโรคประจำถิ่น หรือระบาดตามฤดูกาลแทน เช่น ไข้หวัดใหญ่สเปนที่มีความสูญเสียค่อนข้างมากในปีแรก หลังจากนั้นก็อยู่ประจำถิ่นเป็นไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลต่อมาอีกนาน ส่วนไข้ทรพิษระยะแรกมีความรุนแรงมาก เมื่อมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันออกมาก็ทำให้ไข้ทรพิษหายไปในที่สุด 


ในระหว่างนี้ที่ยังไม่มีวัคซีนรักษาโควิด-19 และยังไม่มีใครตอบได้ว่าการระบาดครั้งนี้จะดําเนินไปถึงเมื่อไร ไม่ว่าประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อกี่คน หรือการแพร่ระบาดอยู่ในระดับใดก็ตาม สิ่งที่เราควรทำเพื่อตัวเองและสังคม คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปฏิบัติตนให้ถูกสุขลักษณะ ระมัดระวังการแพร่และการติดเชื้อ และหลีกเลี่ยงข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์และไม่มั่นใจว่าเป็นความจริง


โควิดไม่ใช่วิกฤต (สุดท้าย) 

อย่างไรก็ตาม Alanna Shaikh ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโลกพูดอย่างไม่อ้อมค้อมบนเวที TedTalk ที่ TEDxSMU เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2020 ในหัวข้อ Corona is Our Future ว่า


“นี่ไม่ใช่โรคระบาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่พวกเราจะต้องเผชิญ จากนี้ไปจะมีโรคระบาดมากขึ้นอีกเรื่อย ๆ และจะมีการแพร่กระจายอีกมาก นี่ไม่ใช่การประเมินว่า ‘น่าจะเกิด’ แต่มัน ‘ต้องเกิด’ ขึ้นอีกแน่นอน และมันเกิดขึ้นจากวิธีการที่มนุษย์เราปฏิสัมพันธ์กับโลกของเรา”


เพาะฉะนั้นโควิด-19 ที่เราทุกคนต่างหวาดกลัว แท้จริงแล้วเป็นเพียงรยอดภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมาใต้ทะเลที่เรามองไม่เห็น และเผลอ ๆ อาจจะเป็นเพียงหนึ่งในภูเขาน้ำแข็งอีกหลายก้อนที่รออยู่ข้างหน้าด้วยซ้ำ ซึ่งจะนำพาความเปลี่ยนแปลงหรือวิกฤตอื่น ๆ มาอีกในอนาคต แทนที่เราจะหวาดผวาด้วยความสิ้นหวังและชวนคนรอบตัวหมดหวังไปพร้อมกัน เราทำอะไรได้บ้างเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจรับมือ และเปลี่ยนโรคร้ายให้กลายเป็นโลกที่ดี

 

โอกาสในวิกฤต
พิจารณาความเปราะบางของชีวิต

ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติภัยขึ้นในโลก สัญชาตญาณดิบของมนุษย์อย่างความกลัว ความเอาตัวรอด ความโลภ ความเห็นแก่ตัวจะโผล่ออกจากที่ซ่อน


ช่วงเวลาของโควิด-19 ก็เช่นกัน ไม่มีใครอยากป่วย อยากตาย อยากพลัดพรากจากคนรัก หรืออยากจ่ายเงินรักษาราคาแพง เลยต่างพากันหวาดระแวงไปตาม ๆ กัน จิตปรุงแต่งจากความรักตัวกลัวตายนี้ไม่นำไปสู่ผลดีใด ๆ เลย รังแต่จะสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้ตัวเอง ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ไม่จบสิ้น


ช่วงภาวะเช่นนี้ เมื่อเรามีความรู้สึกปรุงแต่งและเป็นอกุศล เช่น คิดโกรธแค้น “ผีน้อย” หรือ “Super Spreader” ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงทางสังคม หรือรุมประณามบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการตั้งสติให้มั่น จับความคิดตัวเองให้ทัน เพื่อพิจารณาจิตที่ปรุงแต่งของเรา และหยุดใช้อารมณ์ แต่ถอยมามองโรคระบาดนี้ด้วยเหตุผลตามความเป็นจริงว่า ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เกิด แก่ เจ็บ ตายถือเป็นธรรมดาของชีวิต


สิ่งที่เราและโลกกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ใช่เรื่องใหม่ สมมติวันหนึ่งเราติดเชื้อไวรัสตัวนี้ขึ้นมา ก็รักษาไปตามกระบวนการของแพทย์ อย่าตื่นตูม เพราะการตื่นตระหนกก็ไม่สามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากการติดเชื้อได้ แถมอาจจะทำให้เราล้มป่วยด้วยโรคอื่นด้วยซ้ำ


ในระหว่างที่เรายังไม่ตาย อย่ามัวแต่กลัวตายจนตายทั้งเป็น


ช่วงเวลาแบบนี้ เราควรขอบคุณโควิด-19 ด้วยซ้ำที่มาเตือนสติให้เราดำเนินชีวิตบนความไม่ประมาท และสะกิดเตือนว่าเราโชคดีแค่ไหนที่มียังลมหายใจ มีเวลาขัดเกลาจิตใจให้มองเห็นความเปลี่ยนแปลง และยอมรับกฎธรรมชาติ


แม้เมื่อวันหนึ่งที่การระบาดเริ่มเบาบางลงแล้ว ก็อย่าลืมว่า ไม่มีอะไรรับประกันว่าเราจะมีชีวิตอยู่ถึงเมื่อไร การหมั่นพิจารณาความตายที่อาจจะมาถึงวันนี้ พรุ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เราใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่า สะสมความดี สร้างความสุขให้ตัวเองและคนที่เรารัก และสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อสังคม


“โรคระบาดไม่ได้ทำอันตรายเรา เท่าความกลัวโรคระบาด แม้ในช่วงที่มีโรคระบาด ความสุขก็ยังคงมีอยู่รอบตัวเรา จึงขออวยพรให้ทุกคนได้เห็นความสุขท่ามกลางภัยพิบัติที่พวกเรากำลังเผชิญ” 
--พระไพศาล วิสาโล


ปรับชีวิตออฟไลน์

ปรากฏการณ์ที่กระทบต่อวิถีชีวิตในวงกว้างเช่นนี้จะสร้าง New Normal หรือวิถีปกติใหม่ ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมา บางครั้งก็เป็นจุดเปลี่ยนที่เกินความคาดหมาย


แต่ไหนแต่ไรมา คนท้องถิ่นในชุมชนแถบแอฟริกาตะวันตกมีธรรมเนียมอาบน้ำและสัมผัสศพด้วยมือเปล่าก่อนฝัง แต่เมื่อโรคอีโบลาระบาดช่วงปี 2013-2016 การสัมผัสสารคัดหลั่งของศพที่เป็นเหยื่อของโรคอีโบลาเป็นสาเหตุให้ไวรัสแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เมื่อปี​ 2014 งานศพของเภสัชกรชื่อดังในประเทศเซียร์ราลีโอนเพียงงานเดียวทำให้มีผู้ติดเชื้ออีโบลาถึง 28 คน รัฐบาลไลบีเรียและสหรัฐอเมริกาจึงประกาศบังคับเผาทุกศพที่เสียชีวิตจากเชื้อไวรัสอีโบลา ส่งผลให้หลายชุมชนยกเลิกการสัมผัสและฝังศพในเวลาต่อมา   


ส่วน New Normal ในยุคของโควิด-19 ก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ประเทศตะวันตกเริ่มเปลี่ยนธรรมเนียมการทักทายจากการจับมือ กอด และหอมมาเป็นการแตะข้อศอก การโบกมือ รวมถึงการไหว้แบบคนไทยด้วย


ในทางกลับกัน การปรับพฤติกรรมช่วงนี้ทำให้เกิดขั้วตรงข้ามของ New Normal นั่นคือ การย้อนกลับไปหา Old Normal หรือวิถีชีวิตที่เราคุ้นเคยในอดีต โดยเฉพาะก่อนที่เราจะรู้จักอินเทอร์เน็ต อินเทอร์เน็ตและสมาร์ตโฟนย่อโลกทั้งใบให้อยู่ในมือเรา เราสามารถทำงาน ทำธุระ หาความเพลิดเพลินเกือบทุกอย่างได้อย่างสะดวกสบายและประหยัดเวลามากกว่าที่เคย แต่รู้สึกไหมว่าเราใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งมากขึ้น และมีเวลาว่างน้อยลง


การกักตัวเองอยู่ในบ้านช่วงนี้ทำให้เราได้ใช้ชีวิตช้าลง ให้เวลากับตนเองและครอบครัวอย่างเต็มที่ กินอาหารโฮมเมด ใช้ชีวิตกลางแจ้ง ออกกำลังกาย และที่สำคัญ แทนที่จะจมจ่อมอยู่กับข่าวสารและความเครียด ควรจะหากิจกรรมเสริมความสุขในยามว่าง เช่น อ่านหนังสือ เล่นดนตรี ทำสวน เป็นต้น


ส่วน Old Normal ที่สองอาจจะย้อนอดีตไปไกลแต่ไม่เคยเป็นเรื่องเก่าในสังคมไทย เมื่อ 108 ปีที่แล้ว เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ เรียบเรียงหนังสือ “สมบัติของผู้ดี” ขึ้น เพื่อรวบรวมวิธีประพฤติปฏิบัติตนที่เหมาะสมทั้งกาย วาจา ใจ ขึ้น บทที่หนึ่งว่าด้วยผู้ดีย่อมรักษาความเรียบร้อยเขียนว่า ผู้ดีย่อมไม่จิ้มควักล้วงแคะแกะเการ่างกายในที่ประชุมชน ย่อมไม่จามด้วยเสียงอันดังโดยไม่ป้องกำบัง ย่อมไม่ถูกต้องหรือหยิบยื่นสิ่งของที่ผู้อื่นจะบริโภคด้วยมือตน ย่อมไม่เอาเครื่องใช้ของตน เช่น ช้อนส้อม ไปล้วงตักสิ่งบริโภคซึ่งเป็นของกลาง ย่อมระวังไม่พูดจาตรงหน้าผู้อื่นให้ใกล้ชิดเหลือเกิน ทั้งหมดเป็นคำสอนที่เราได้ยินมาตั้งแต่เล็กจนโต แต่เราอาจหลงลืมไปบ้างตามวัฒนธรรมตะวันตก 


หรือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามเหล่านี้เองที่ช่วยให้อัตราการติดเชื้อของไทยชะลอตัวกว่าหลายประเทศทั่วโลก


เปลี่ยนพฤติกรรมออนไลน์

สื่อออนไลน์นับเป็นแหล่งสารสนเทศที่ป้อนความรู้และความบันเทิงให้เราได้ไม่สิ้นสุด คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ไม่มีที่ไหนจะสร้างความอุ่นใจได้ดีเท่าโซเชียลมีเดีย


แต่ในช่วงของความระส่ำระสายที่ทุกคนเต็มไปด้วยคำถามและต้องการคำอธิบาย โซเชียลมีเดียกลายเป็นเวทีโต้วาทีสาธารณะที่เต็มไปด้วยการสาดอารมณ์และความคิดเห็นใส่กันจนไม่มีใครฟังใคร ส่วนผู้ชมก็แย่งกันถาม แย่งกันเชียร์และด่าทอ คนพูดยังพูดไม่ทันจบ คนฟังก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บ้างก็นำไปขยายความต่อเสียแล้ว รู้ตัวอีกที มองไปทางไหนก็มีแต่คนฉุนเฉียว วิตกจริต และจิตตกไปตาม ๆ กัน


การที่เราได้อ่านได้เห็นประทุษวาจา (Hate Speech) และบรรยากาศอันก้าวร้าวเกรี้ยวกราดเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้เรามองไม่เห็นข้อเท็จจริงและมองหาทางออกไม่ได้ สุดท้ายเราจะไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป เพราะความหวังทุกอย่างดับไปแล้ว เป็นภาวะที่เรียกว่า Learned Helplessness หรือ ความสิ้นหวังอันเกิดจากประสบการณ์ชีวิต


ในโมงยามที่สังคมต้องการที่ยึดเหนี่ยว การไตร่ตรองข้อมูลอย่างมีสติ สงวนอารมณ์ลบ แสดงอารมณ์บวกจะช่วยสร้างระบบนิเวศเชิงบวกในโซเชียลมีเดีย เพื่อช่วยกันสร้างพลังบวกในสังคม



ตระหนักแต่ไม่ตระหนก 
#โอกาสติดโควิดหนึ่งเปอร์เซนต์ 
#โอกาสประสาทแดกร้อยเปอร์เซนต์

ปฏิวัติสังคม
ดาบมีสองคมฉันใด โลกออนไลน์ก็มีทั้งประโยชน์และโทษฉันนั้น

ตั้งแต่โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนเลือดเนื้อและลมหายใจของเราเป็นต้นมา คนเรามีแนวโน้มจะคาดหวังความสนใจ การยอมรับ และคำชื่นชมจากผู้อื่นมากเกินไป ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นน้อยลง เพราะการถ่ายเซลฟี่ การโพสต์รูป ยอดไลก์ ยอดคอมเมนต์จะพาไปในทางที่ผิดและทำให้ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจเกินเหตุ รู้สึกราวกับว่าสายตาทุกคู่กำลังจับจ้องและสปอตไลต์กำลังส่องมาที่ตัวเอง

แต่เมื่อวิกฤตโควิด-19 เข้มข้นรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียโพสต์รูปเซลฟี่หรือเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่มีการแสดงความเป็นห่วงเป็นใยคนรอบข้าง ผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ ประเทศชาติ และเพื่อนร่วมโลกมากขึ้น คนไทยทำคลิปวิดีโอส่งกำลังใจให้หมอและคนไข้ในเมืองอู่ฮั่น โรงพยาบาลหลายแห่งประกาศรับบริจาคหน้ากากอนามัยและได้รับการสนับสนุุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น รัฐบาลยกเลิกนโยบายแจกเงินเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 หลังจากที่ประชาชนใช้โซเชียลมีเดียเป็นกระบอกเสียงแสดงความคิดเห็นให้รัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าว

วิกฤตครั้งนี้ เราได้เห็นชาวแคนาดาในเฟสบุ๊กหลายหมื่นคนรวมตัวกันทำความดีด้วยการมอบมิตรจิตมิตรใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น จ่ายตลาด ทำอาหาร ทำงานบ้าน สอนออกกำลังกายออนไลน์ หรือแม้แต่คุยเป็นเพื่อนคนแก่ กลุ่มลักษณะนี้เกิดขึ้นเร็วเป็นดอกเห็ด และขยายต่อไปอีกหลายประเทศภายในเวลาไม่กี่วัน พวกเขาเรียกกิจกรรมนี้ว่า Caremongering (การปลุกปั่นความเอาใจใส่) เป็นศัพท์ใหม่ที่ผันมาจากคำว่า Scaremongering (การปล่อยข่าวเพื่อปลุกปั่นให้จนคนกลัวหัวหด) เพราะคนจำนวนมากรู้สึกเบื่อหน่ายกับขยะและมลพิษในโลกออนไลน์

สมาชิกหลายคนเข้าร่วมเพราะรู้สึกว่าเครียดจากการอยู่บ้านเฉย ๆ และอยู่อย่างโดดเดี่ยว การได้ออกมาทำสิ่งที่ดี ๆ ให้ผู้อื่น ได้ช่วยคนแก่ที่หงอยเหงาให้สดชื่นขึ้น ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย

อีกหนึ่งวิธีการความสุขจากโลกออนไลน์ถึงคนทั่วโลก คือ #togetherathome คอนเสิร์ตที่แสดงสดผ่านไลฟ์ทางอินสตาแกรมให้แฟน ๆ ทั่วโลกที่ต้องกักตัวเองอยู่ที่บ้านได้ชม คริส มาร์ตินเป็นศิลปินคนแรกในโครงการนี้ ตามมาด้วยจอห์น เลเจนด์ และคนดนตรีในต่างประเทศอีกมากมาย

พลิกโฉมเศรษฐกิจ
โควิด-19 ไม่ใช่เพียงวิกฤตทางสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังคืบคลานครอบคลุมหน่วยงานทุกภาคส่วนและมนุษย์ทุกชนชั้น ภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ 

เมื่อปี 2019 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39.7 ล้านคน โดยมีนักท่องเที่ยวจีนมากถึง 11 ล้านคน จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงวิกฤตโควิด-19 จึงส่งผลให้ธุรกิจโรงแรม สายการบิน บริษัททัวร์ สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในประเทศไทยทรุดหนักถึงขั้นวิกฤต ซึ่งประเทศไทยยังไม่เคยเผชิญกับความสาหัสสากรรจ์เท่านี้มาก่อน เนื่องจากช่วงที่โรคซาร์สระบาดเมื่อปี 2003 นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีราว 600,000 คนเท่านั้น

สำหรับธุรกิจต่าง ๆ ที่ชะลอตัว ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการพักจากสนามรบอันดุเดือด กลับมาปรับทัพและฝึกปรือวิทยายุทธ์ที่เราอ่อนหัด เพื่อเตรียมพร้อมลงสนามอีกครั้งหลังจากวิกฤตผ่านพ้นไป สิ่งที่ทำได้ในช่วงนี้เพื่อให้ออกดอกออกผลในระยะยาว คือ การติดตั้งระบบ พัฒนาศักยภาพบุคลากร แก้ไขจุดอ่อนของบริษัท หรือเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ธุรกิจหลายแห่งที่ปิดตัวลงทำให้เกิดปัญหาการว่างงานทุกหย่อมหญ้า การทำงานอิสระตามความถนัดของตนเองและเป็นนายตัวเองจะเป็นทางออกหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ส่วนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นการสร้างงาน สร้างรายได้จากความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญา และศิลปวัฒนธรรมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับคนที่สายป่านไม่ยาวพอ   

บทเรียนในอดีตมอบความหวังให้เราว่า เมื่อวิกฤตใด ๆ ผ่านพ้นไป วิถีชีวิตและความต้องการผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย นำมาซึ่งปัญหา ความท้าทาย และอุปสรรคที่ต้องการการแก้ไข ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสใหม่ ๆ ของผู้ประกอบการด้วยเช่นกัน เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ ผู้บริโภคพร้อมจับจ่ายใช้สอยเช่นเดิม แต่ความต้องการผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้ประกอบการต้องกล้าปรับตัวและบุกเบิกเศรษฐกิจใหม่ ๆ Airbnb และ Uber เป็นตัวอย่างของสตาร์ตอัพที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตซับไพรม์เมื่อ ค.ศ.​ 2008 ถือเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงแผนธุรกิจแบบเดิม ๆ และเป็นหัวหอกของบริษัทลักษณะเดียวกันอีกหลายแห่งในเวลาต่อมา
©apps.apple.com

การทำงานทางไกลเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและแพร่เชื้อเป็นหนึ่งในโอกาสทางธุรกิจที่เราไม่ควรมองข้าม ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แอพพลิเคชันประเภทการประชุมผ่านจอ เช่น Zoom, Slack, Google Meets, Microsoft Teams มียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า หลายแอพพลิเคชันเปิดให้ใช้ฟรี เพราะมั่นใจว่าลูกค้าจะติดใจและซื้อบริการอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เมื่อมีเทคโนโลยีที่ดีรองรับ บริษัทก็ไม่ต้องกังวลเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานที่ลดลง ทั้งยังสามารถลดต้นทุนของสำนักงาน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ได้ด้วย ส่วนพนักงานก็ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สามารถทำงานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ในขณะที่ถนนและอากาศก็ได้รับผลพลอยได้จากการจราจรที่เบาบางลง ถือเป็นช่วงทดลองที่น่าตื่นเต้นว่า รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และดีต่อสิ่งแวดล้อมเช่นนี้จะมาทดแทนการทำงานรูปแบบเดิม ๆ ที่ผ่านมาได้หรือไม่

คืนความสมดุลให้สิ่งแวดล้อม

คนและสัตว์ป่ามีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นนับตั้งแต่สมัยหินเก่าเมื่อ 2.5 ล้านปีมาแล้ว มนุษย์เริ่มพึ่งพาธรรมชาติโดยการล่าสัตว์และหาผลหมากรากไม้ในป่า ต่อมาจึงเริ่มเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหารและพาหนะ จนมาวันหนึ่ง มนุษย์เหิมเกริมและพยายามเอาชนะธรรมชาติ เช่น ไล่ล่าสัตว์ป่าจนสูญพันธุ์ ถางป่าจนเกินความพอดี หรือย้ายถิ่นฐานของสัตว์เข้ามาในเมือง เมื่อธรรมชาติเสียสมดุล มนุษย์จึงเริ่มได้รับความเดือดร้อน

หลายต่อหลายครั้งที่โรคระบาดใหญ่เกิดขึ้นจากเชื้อโรคในสัตว์ที่ติดต่อมาสู่คน เช่น กาฬโรคจากแบคทีเรียในหนูและหมัดหนู โรคอีโบลาเกิดจากไวรัสอีโบลาที่มีค้างคาวผลไม้เป็นพาหะ ไข้สเปน ไข้หวัดนก ไข้หวัดหมูมาจากไวรัสอินฟลูเอนซา (เชื้อไข้หวัดใหญ่) เป็นต้น โคโรนาไวรัสที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันสันนิษฐานว่ามาจากค้างคาวมงกุฎที่พบในจีน 2 สายพันธุ์ คือ ค้างคาวเกือกม้า และค้างคาวมงกฎยอดสั้นเล็ก

โรคระบาดเหล่านี้ส่งสัญญาณว่าเรากำลังทำมิดีมิร้ายธรรมชาติ ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปทำให้เชื้อโรคใหม่ ๆ รุกคืบเข้ามาหามนุษย์ได้ง่ายขึ้น ประกอบกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ไวรัสและแบคทีเรียเติบโตได้ดี

“การรุกรานของไวรัสสู่มนุษย์จนนำไปสู่การแพร่เชื้อต่อมนุษย์ด้วยกันจะไม่เกิดขึ้นเลย

ตราบใดที่มนุษย์ไม่ไปรุกรานและทำลายระบบนิเวศของสัตว์บางประเภทที่เป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคต่าง ๆ โดยไม่บุกรุกทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือบริโภคสัตว์ป่า เชื้อโรคทั้งหลายก็ไม่สามารถแพร่มาถึงคนได้โดยง่าย ดังนั้นสัตว์จึงไม่ควรถูกโยนบาปว่าเป็นผู้ร้าย แต่ผู้ร้ายตัวจริงควรเป็นมนุษย์เดินดินที่ชอบเรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐนั่นเอง”
--พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร
ถึงเวลาแล้วที่เราจะคืนความสมดุลให้ธรรมชาติ

ช่วงโควิด-19 ทำให้เราจำเป็นและจำยอมเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต มาตรการป้องกันตัวเองหลายอย่างทั้งการใส่หน้ากากอนามัยหรือการล้างมือบ่อย ๆ ก็ยังต้องเบียดเบียนธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่วิธีอื่น ๆ เช่น การกักตัว การปิดสำนักงานชั่วคราว การงดเดินทางไกลหรือเดินทางต่างประเทศ หรือการปิดเมืองนำไปสู่ผลลัพธ์อันน่ายินดี 

ภาพถ่ายแผนที่ทางดาวเทียมของนาซาเผยว่า ปริมาณมลภาวะแถบเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ปี 2020 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปี 2019 เนื่องจากประเทศจีนออกมาตรการสั่งห้ามการเดินทางและปิดโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งประกาศไม่ให้ประชาชนนับล้านคนเดินทางออกนอกเมือง

ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในมณฑลชานตงก็ลดลงด้วยเช่นกัน เนื่องจากผลิตถ่านหินและกลั่นน้ำมันลดลง

องค์การอวกาศยุโรปเผยภาพถ่ายดาวเทียมของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในอิตาลี ว่าปริมาณก็าซไนโตรเจนไดออกไซด์ลดลงตั้งแต่เดือนมกราคม 2020 เป็นต้นมา โดยเฉพาะเดือนมีนาคมที่มีการปิดเมืองหลายแห่งจนกระทั่งปิดประเทศเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2020

น้ำในคลองเวนิสสะอาดและใสแจ๋วเหมือนกระจกจากการฟื้นตัวตามธรรมชาติ

การลดการปล่อยมลภาวะต่าง ๆ และการเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้พักและเยียวยาตัวเองเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เราได้มอบให้กับโลกในช่วงนี้


แบบทดสอบของเธอ เขา หรือเราทั้งประเทศ
ในการทดสอบครั้งใด ๆ สิ่งที่สำคัญกว่าความสำเร็จหรือความผิดพลาด คือ การเรียนรู้จากบทเรียนครั้งนั้น 

เราได้เห็นและเรียนรู้หลายบทเรียนจากความสำเร็จของประเทศจีน สิงคโปร์ ไต้หวัน มาเก๊า และญี่ปุ่นในการรับมือกับไวรัสร้ายแห่งปี 2019 แต่ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน ไม่กี่สัปดาห์ 

ประเทศเหล่านั้นโชคดีที่เคยเผชิญวิกฤตสารพัน เช่น ภัยพิบัติ ภาวะสงคราม หรือโรคระบาด บ่อยกว่าประเทศไทย 

ประเทศเหล่านั้นโชคดีที่คนในชาติเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเมื่อเผชิญวิกฤต 

ประเทศเหล่านั้นโชคดีที่แข็งแกร่งขึ้นจากประสบการณ์เหล่านั้น

ประเทศไทยอาจจะโชคดีเกินไปที่ไม่ต้องเจอแบบทดสอบมากเท่าเขา และประเทศไทยอาจจะโชคร้ายสักหน่อยที่ “อ่อนซ้อม” มานาน เพราะเราอยู่ในสภาวะที่สุขสบายเกินไป ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ภูมิประเทศปลอดจากภัยพิบัติ ความสบาย ๆ แบบไทย ๆ นี่เองทำให้เราตั้งตัวไม่ติด เมื่อเจอแบบทดสอบอันหนักหน่วงอย่างโควิด-19
ในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่ รัฐบาลไทยสอบตกในภารกิจคุ้มครองประชาชนอย่างหลุดลุ่ย ถ้าเราลองหยุดประเมินผู้อื่นสักพัก หยุดชี้นิ้ว หยุดวิพากษ์วิจารณ์ภายนอก และหันกลับมาสำรวจภายในว่า เราสอบผ่านภารกิจภูมิคุ้มกันทางใจหรือยัง

คําว่า Resilience มีรากศัพท์จากภาษาละตินว่า Resilire ที่แปลว่า กระโดดกลับมาที่เดิม การมีภูมิคุ้มกันทางใจ (Resilience Quotient) จึงหมายถึง การรับมือกับปัญหาและความท้าทายด้วยสติ ก้าวข้ามความทุกข์ได้ และกลับมาดําเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง และแข็งแกร่งกว่าเดิม ภูมิคุ้มกันทางใจมีผู้ช่วยที่ชื่อว่า Growth Mindset (กรอบความคิดแบบเติบโต) เป็นชุดความคิดของคนที่รู้จักมองตัวเองจนเข้าใจจุดอ่อน-จุดแข็งของตัวเองดี กล้าลองผิดลองถูก มองความท้าทายและปัญหาไม่ใช่อุปสรรค หากล้มเหลว จะไม่กล่าวโทษผู้อื่น แต่จะยอมรับข้อบกพร่อง และมองว่าเป็นบทเรียนล้ำค่าในการพัฒนาตัวเอง 
ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เราจะปล่อยให้โควิด-19 ฆ่าเราให้ตาย หรือจะจับมือเพื่อเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน  

...What Doesn’t Kill Us Makes Us Stronger.

เกี่ยวกับผู้เขียน
ดลพร รุจิรวงศ์ เป็นนักเขียนและนักแปลอิสระ ผลงานตีพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นหนังสือแปลของสำนักพิมพ์ Bookscape ที่ผ่านมาชอบเขียนหนังสือเพื่อจัดระเบียบความคิด และตกผลึกความรู้สึกส่วนตัวมากกว่า แต่เริ่มอยากเขียนบทความเพื่อชวนคนอื่นคุยบ้างแล้ว หลังจากที่คุยกับตัวเองมานาน
ที่มาภาพเปิด : Joshua Reddekopp/Unsplash
ที่มา : 
บทความ หนทางที่แท้จริงในระยะยาวที่จะทำให้โรคระบาดรุนแรงน้อยลง คือการสร้างระบบสุขภาพรวมของโลก

โดย พชร สูงเด่น จาก adaybulletin.com
Q & A on COVID-19 จาก ecdc.europa.eu
มนุษย์ กับ ไวรัสโดย พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร จาก isranews.org
บทความ History in a Crisis — Lessons for Covid-19 โดย David S. Jones, M.D., Ph.D. จาก nejm.org
Coronavirus is our future โดย Alanna Shaikh จาก ted.com
มองเศรษฐกิจไทยในระยะยาว (2) โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ จาก bangkokbiznews.com
The UK is the MOST relaxed about the killer coronavirus โดย HARRY HOWARD FOR MAILONLINE จาก dailymail.co.uk
Number of scheduled passengers boarded by the global airline industry from 2004 to 2020 โดย . Mazareanu จาก statista.com

เรื่อง : ดลพร รุจิรวงศ์

โดย พชร สูงเด่น จาก adaybulletin.com
Q & A on COVID-19 จาก ecdc.europa.eu
มนุษย์ กับ ไวรัสโดย พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร จาก isranews.org
บทความ History in a Crisis — Lessons for Covid-19 โดย David S. Jones, M.D., Ph.D. จาก nejm.org
Coronavirus is our future โดย Alanna Shaikh จาก ted.com
มองเศรษฐกิจไทยในระยะยาว (2) โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ จาก bangkokbiznews.com
The UK is the MOST relaxed about the killer coronavirus โดย HARRY HOWARD FOR MAILONLINE จาก dailymail.co.uk
Number of scheduled passengers boarded by the global airline industry from 2004 to 2020 โดย . Mazareanu จาก statista.com

เรื่อง : ดลพร รุจิรวงศ์

Cr.https://web.tcdc.or.th/th/Articles/Detail/Covid-19-cover-story

                                             ที่มา :  https://www.youtube.com/watch?v=LhkloDabsr4

จำหน่าย น้ำยากันลื่น SURE MOVE แก้ปัญหา พื้นห้องน้ำลื่น ด้วยวิธีง่าย ๆ เหมาะสำหรับใช้กับพื้นกระเบื้องเซรามิคทุกชนิด ยกเว้นกระเบื้องเคลือบเงาและกระเบื้องที่มีสีเข้ม 

ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน : ASTM E303-93 (2013) (ค่าแรงเสียดทานของพื้นผิว)

ติดต่อเรา

GMAIL  :  sureformove@gmail.com
  
LINE    :  http://nav.cx/3IqrJ4O

Powered by MakeWebEasy.com