เราจะรับมือกับความชราอย่างไร เมื่อวันนั้นใกล้จะมาถึง!

Last updated: Feb 27, 2020  |  48 จำนวนผู้เข้าชม  |  Articles

เราจะรับมือกับความชราอย่างไร เมื่อวันนั้นใกล้จะมาถึง!

ความแก่ชราเป็นสิ่งที่ค่อยๆ มาทีละนิดๆ จะมาช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการดูแลร่างกายของเรา แต่ยังไงความแก่ชราก็ต้องมาถึงสักวันเพราะสภาพร่างกายของคนเรานานวันเข้าก็ย่อมเสื่อมถอย อะไรๆ ก็คงไม่ดีเหมือนสมัยยังหนุ่มสาว ฉะนั้นการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงและเตรียมความพร้อมรับควา มชราแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นหนทางที่ดีสำหรับเราทุกคน

 

เพื่อที่ถึงวันที่แก่ตัวไปจริงๆ จะได้ไม่ต้องลำบาก เพราะกระบวนการชราภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย


อายุ 30 ปี ผมเริ่มหงอก 

ต้อนรับเข้าสู่วัยเลขสามด้วยการมีสีผมที่เปลี่ยนไป เส้นผมขาวจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10-20% ในทุกๆ 10 ปี รองศาสตราจารย์ ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เขียนบทความในเว็บไซต์คณะเภสัชศาสตร์ ถึงงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์เมื่อปี พ.ศ. 2548 ว่า คนเอเชียจะเริ่มมีผมหงอกหรือผมขาวในช่วงอายุ 30 ปีปลายๆ ส่วนชาวตะวันตกมักจะเริ่มกันตั้งแต่อายุ 35 ปี ส่วนชาวแอฟริกัน-อเมริกันจะหงอกช้ากว่าคืออายุประมาณ 45 ปีขึ้นไป

จะเห็นว่าไม่ต้องแก่เวอร์ผมก็เริ่มหงอกได้แล้ว เพราะสาเหตุหลักที่ผมหงอกนั้นเกิดจากการที่รากผมไม่สร้างเม็ดสีทำให้ผมส่วนที่งอกออกมาใหม่กลายเป็นสีขาวหรือสีเทา ซึ่งจะเกิดเมื่อเราอายุมากขึ้น และในบางเคสก็พบผมขาวในคนที่เป็นโรคต่อมไทรอยด์หรือคนที่ร่างกายขาดวิตามินบี 12  ได้อีกด้วย ส่วนที่ว่ากันว่าหากดึงผมหงอก 1 เส้น ผมหงอกใหม่จะตามมาอีกหลายเส้น ยังเป็นสิ่งที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันค่ะ



ร่องรอยเริ่มมา

ริ้วรอยรอบดวงตา เส้นขีดเป็นชั้นๆ บนหน้าผากไล่ไปจนถึงตีนกาอันชัดเจน สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณที่ยกทัพพามาสะกิดว่า คุณเริ่มอายุมากแล้ว จากการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนพบว่า ผิวหนังบนใบหน้าจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงอายุประมาณ 30 ปี และเปลี่ยนแปลงทีละนิดๆ จนเราแทบไม่รู้ตัว โดยส่วนประกอบต่างๆ ภายในชั้นผิวสามารถผลิตได้น้อยลง

เริ่มตั้งแต่คอลลาเจน (Collagen ตัวช่วยให้ผิวเราเต่งตึง ซึ่งจะเคานต์ดาวน์ผลิตลดลงกันปีละ 1% ตั้งแต่อายุ 20 ปี ต่อด้วยอีลาสติน (Elastin) ที่ทำให้ผิวยืดหยุ่นได้ดีก็ลดลง และสารชื่อยาวอย่าง ไกลโคซามิโนไกลแคนส์(Glycosaminoglycans) ที่ช่วยรักษาน้ำในผิวก็ลดลงตามกันมาติดๆ และยิ่งถ้าได้รับแสงแดดมาก ผิวหนังก็จะเสื่อมเร็วเข้าไปอีก


อายุ 40 ปี สายตายิ่งยาวไกล

เปิดฉากการเข้าสู่วัยกลางคนด้วยสายตาอันยาวไกลขึ้น เพราะการเริ่มเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อตามัดเล็กที่อยู่รอบเลนส์ตา(Ciliary Muscles) ทำให้ความยืดหยุ่นของเลนส์ตาลดลงจนเราไม่สามารถปรับโฟกัสให้มองสิ่งที่อยู่ใกล้ๆ ได้ หรือเรียกง่ายๆ ว่าสายตายาวนั่นเอง เพียงระยะแค่ 1 ฟุต ก็ต้องถอยหลังออกไปเพื่อให้มองได้ชัดเจนขึ้น จนใครหลายคนต้องหาแว่นสายตามาใส่เพื่อช่วยในการมองเห็นนอกจากสายตายาวแล้ว หนังตาด้านบนยังหย่อนคล้อยทำให้เบ้าตาลึกลงไปกว่าเดิมอีกด้วย


อายุ 50 ปี มีความย่อยยาก

เมื่อแก่ตัวลงลงศักยภาพในการเผาผลาญแคลอรี่ก็ยิ่งน้อยลง คือยิ่งกินเท่าไรตัวก็ยิ่งหนาขึ้นเท่านั้น ซึ่งความจริงระบบการเผาผลาญจะเริ่มมีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำลงมาตั้งแต่ช่วงอายุ 30 ปี แต่ในระยะอายุ 50 นี้ ระบบทางเดินอาหารทั้งหมดจะถดถอยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งฟันที่เคยแข็งแรงก็เริ่มสึกกร่อนหรือเหลือฟันในปากน้อยลง ทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียดนัก

กล้ามเนื้อส่วนควบคุมการกลืนก็ทำงานด้อยประสิทธิภาพลง รวมไปถึงกระเพาะอาหารก็หลั่งน้ำย่อยได้ลดลง เพราะฉะนั้นการเลือกกินอาหารที่เหมาะกับวัยจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างยิ่ง




อายุ 60  ปี หูได้ยินน้อยลง

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ประสาทรับเสียงในหูชั้นในจะค่อยๆ เสื่อมลง ทำให้ความสามารถในการส่งเสียงไปยังอวัยวะรับการได้ยินลดลง ความสามารถในการรับฟังเสียงจึงลดลงไปด้วย โดยคนปกติจะมีระดับการได้ยินที่ 25 เดซิเบล หรือน้อยกว่า แต่อาการหูตึงในผู้สูงอายุจะน้อยกว่านั้นเข้าไปอีก หนักสุดทำให้การพูดคุยกันใกล้ๆ ธรรมดาอาจจะ ต้องตะโกนคุยกันเลยนอกจากสาเหตุจากความเสื่อมของระบบแล้ว ยังขึ้นกับปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น โรคประจำตัวเรื้อรังอย่างความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ที่ส่งผลโดยตรงต่อประสาทหู


อายุ 70 ปี สู่ชีวิตสโลว์ไลฟ์

การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลงนั่นบ่งบอกถึงอายุที่มากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ร่างกายเริ่มแสดงความเก่าและแก่ออกมาแทบทุกส่วนแล้ว โครงสร้างหลักอย่างกระดูกก็ส่งสัญญาณชราภาพอย่างเป็นทางการเช่นกันโดยจะเริ่มผุกร่อนและเสื่อมตามอายุ กล้ามเนื้อลีบและเล็กลง ทั้งนี้ ความเสื่อมลงของกระดูกยังนำมาซึ่งโรคต่างๆ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม ไปจนถึงข้อกระดูกสันหลังเสื่อม จะขยับตัวแต่ละทีก็ปวดไปหมดการเคลื่อนไหวร่างกายจึงช้าลงไปโดยปริยาย

ต่อไปเรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า เมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยชราแล้ว มักจะมีโรคภัยอะไรบ้างที่มักจะมากร้ำกรายผู้สูงวัยอยู่เสมอ

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลได้เปิดเผยงานวิจัยที่พูดถึงอายุเฉลี่ยของคนไทยว่า เราอายุยืนกันกว่าเดิม โดยได้เพิ่มขึ้นจาก 60 ปี เป็น 73 ปี และมีแนวโน้มจะถึง 80 ปี ในอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้า แต่ความสงสัยนั้นมีอยู่ว่า การมีอายุยืนจะยังใช่เรื่องน่าสนุกอยู่ไหม หากเรามีสุขภาพไม่แข็งแรงเต็มร้อย หรือโดนโรครุมเร้ามากกว่าหนึ่งโรค

มาดูตัวอย่างของโรคสุดฮิตในโลกของผู้สูงอายุกันว่ามีอะไรกันบ้าง เราจะได้ใช้เวลาตอนนี้ดูแลตัวเองเพื่อให้ห่างจากโรคได้มากที่สุด และสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีความสุขไม่น้อยหน้าใคร



โรคอ้วน

โรคต้นทางที่จะพาไปสู่โรคอื่นได้ง่าย ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะเป็นกันได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ด้วยระบบการเผาผลาญที่แย่ลงมาตั้งแต่อายุ 30 ปี ทำให้คนมีอายุค่อนข้างเสียเปรียบเรื่องสุขภาพเสมอ ตรงที่กินเท่ากัน กลับเบิร์นออกได้ยากกว่ามาก และการขยับออกกำลังกายมักจะเป็นสิ่งท้ายๆ ที่หลายคนเลือกทำ

แม้ประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาโรคอ้วนมากนักแต่พออายุมากขึ้น การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก็เป็นเรื่องที่ควรทำเพราะถ้าเป็นโรคอ้วนแล้วโรคอื่นๆ ที่จะตามมา ไม่ว่าจะโรคหลอดเลือดหัวใจเบาหวาน ไปจนความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดฟังดูแล้วหนักกว่าน้ำหนักแน่นอน


โรคเบาหวาน

เบาหวานเป็นโรคที่ไม่เบาอย่างชื่อ เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เพราะนำแป้งและน้ำตาลที่บริโภคเข้าไปมาใช้ไม่ได้ทำให้เกิดอาการป่วยต่างๆ ตามมาเป็นขบวน ทั้งปัสสาวะบ่อยทั้งวันทั้งคืน กระหายน้ำอ่อนเพลีย น้ำหนักลด เพราะร่างกายเอาน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงานไม่ได้ แต่ก็หิวบ่อย ทำให้กินเก่งขึ้นไปอีก ยังมีอาการตาพร่ามัว อาจจะถึงตาบอด ไตเสื่อม มือชา ขาชาและติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่าย

พบว่าร้อยละ 95 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานในไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไปมีสาเหตุเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอ ไปจนถึงร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงคือคนที่มีนำหนักเกินและมีปัญหาความดันโลหิต มีน้ำตาลในเลือดสูง หรือมีระดับไขมันในเลือดสูง


โรคทางเดินอาหาร

โรคที่หมายถึงความผิดปกติของอวัยวะในระบบทางเดินอาหารทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ปากไปจนถึงทวารหนัก เพื่อให้เห็นภาพเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่เกี่ยวกับการกิน เริ่มจากปากจนถึงกระเพาะ ส่วนที่เกี่ยวกับการย่อยและดูดซึม คือจากกระเพาะจนถึงลำไส้เล็ก และส่วนที่เกี่ยวกับการขับถ่าย ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก

อาการที่พบบ่อยในผู้สูงอายุเริ่มตั้งแต่กลืนอาหารลำปวดท้อง ท้องอืด ท้องผูก เลือดออกจากทางเดินอาหาร โรคตับ และโรคถุงน้ำแต่โรคที่น่ากังวลที่สุดคงหนีไม่พ้นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จะมีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมากกว่าร้อยละ 60 มักตรวจพบโรคในระยะท้ายๆ เพราะฉะนั้นยิ่งอายุมากขึ้น จึงยิ่งต้อง สังเกตดูแลระบบร่างกายอยู่เสมอ



โรคทางประสาทตา 

ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่เสื่อมถอยตามอายุ ซึ่งเริ่มจากอาการไม่รุนแรงอย่างตาแห้ง ที่เกิดจากน้ำหล่อเลี้ยงมีปริมาณไม่มากพอที่จะเคลือบให้ความชุ่มชื้นดวงตาทำให้เกิดการระคายเคืองในตาและแสบตา ตามมาด้วยต้อกระจก โรคตาสุดฮิตในกลุ่มผู้สูงอายุที่จะพบได้เร็วขึ้นหากเป็นโรคเบาหวานด้วย เกิดจากการที่เลนส์ตาขุ่นจนแสงที่เข้ามาในลูกตาลดลง ส่งผลต่อความสามารถในการมองเห็น

ท้ายสุดที่ขาดไม่ได้คือ ต้อหิน ถึงจะฮิตน้อยกว่าต้อกระจก แต่น่ากังวลไม่แพ้กัน เพราะเกิดจากความดันในลูกตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตาปัจจัยเสี่ยงมาจากทั้งพันธุกรรม หรือโรคประจำตัวบางชนิดอย่างโรคเบาหวาน แต่ยังไม่หมดเพราะยังมีจอประสาทตาเสื่อม ที่เรียกว่าโรคคนแก่ของจริง เพราะพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ดังนั้นต้องไม่ชะล่าใจ โดยควรไปตรวจสุขภาพตา ตั้งแต่อายุ 40 ปี เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ

 

โรคกระดูกและข้อ

โรคกระดูกและข้อที่พบมากให้ผู้สูงอายุนั้น มีทั้งโรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคกระดูกพรุนมักพบมากในผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สาเหตุนอกจากการกร่อนของเนื้อกระดูก การเสื่อมสมรรถภาพของผิวข้อกระดูก ด้วยการใช้งานมาอย่างหนักและอายุที่มากขึ้นแล้ว ยังเป็นเรื่องของการทำงานของฮอร์โมนที่ลดลง

พบว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากภาวะหมดประจำดือน ในขณะที่โรคเกาต์สามารถพบในอายุน้อยกว่านั้น คือในผู้ชายตั้งแต่อายุ40 ปีขึ้นไป ด้วยการตกผลึกของกรดยูริกตามข้อในร่างกายหรือได้รับโปรตีนมากเกินไป ซึ่งโรคข้อและกระดูกเหล่านี้เจ็บปวดและส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก



โรคสมองเสื่อม

โรคนี้คืออาการถดถอยของสมองอย่างช้าๆ ที่อาจกินเวลาเป็น 10 ปีกว่าอาการจะชัดจนสังเกตได้ เกิดจากการสูญเสียเซลล์สมองจากส่วนใดส่วนหนึ่ง แล้วจึงลุกลามไปยังสมองส่วนอื่นๆ มีทั้งรักษาได้ เช่น การขาดสารอาหารบางชนิดหรือรักษาไม่ได้อย่างโรคอัลไซเมอร์ พบว่าคนที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อม 5-8% ส่วนคนที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเป็น 20% และผู้ที่มีอายุ 90 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมสูงขึ้นถึง 50%

โรคนี้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย ในส่วนของอัลไซเมอร์ที่เราคุ้นเคย ก็ถือเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มอาการสมองเสื่อม เกิดจากการเสื่อมของสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ที่มีบทบาทในการจดจำข้อมูลต่างๆอาการที่สามารถสังเกตได้ชัดและพบได้บ่อยที่สุด คืออาการหลงลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น




โรคความดันโลหิตสูง

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่าความดันเอาไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ว่า หากวัดค่าได้มากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ในขณะที่ปกติคนเราควรมีความดันโลหิตอยู่ในระยะ 120/80 มิลลิเมตรปรอท ปัญหาของโรคนี้คือมักไม่แสดงอาการ แต่จะค่อยๆส่งสัญญาณมาเรื่อยๆ เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย ปวดศีรษะเจ็บหน้าอก ปวดที่แขนหรือขา ตาสูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ

การรักษาต้องกินยาควบคุมความดันอยู่เสมอ กินอาหารที่เป็นประโยชน์ งดแอลกอฮอลล์ และรักษาร่างกายให้แข็งแรง แต่ถ้าละเลยอาจจะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอย่างอัมพฤกษ์ ตาบอด ไตวาย โรคหลอดเลือดสมองกล้ามเนื้อหัวใจหนา และหัวใจวาย หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

สุดท้ายนี้ต้องไม่ลืมว่าวัยที่เพิ่มมากขึ้นมักจะมาพร้อมกับโรคมากมาย หากคุณอยากเป็นผู้สูงวัยที่สดใสแข็งแรง ปราศจากโรคภัยทั้งงปวง การดูแลตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้ก็จะทำให้คุณห่างไกลโรคชรา และรู้สึกยังงคงความเป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอนั่นเองค่ะ

ข้อมูลประกอบจาก : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

Cr. https://goodlifeupdate.com/healthy-body/seniorcare/196014.html

                                               ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=ZY8EplxZxOE 

จำหน่าย น้ำยากัลื่น SURE MOVE แก้ปัญหา พื้นห้องน้ำลื่น ด้วยวิธีง่าย ๆ เหมาะสำหรับใช้กับพื้นกระเบื้องเซรามิคทุกชนิด ยกเว้นกระเบื้องเคลือบเงาและกระเบื้องที่มีสีเข้ม 

ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน : ASTM E303-93 (2013) (ค่าแรงเสียดทานของพื้นผิว)

ติดต่อเรา

GMAIL  :  sureformove@gmail.com

LINE    :  http://nav.cx/3IqrJ4O

Powered by MakeWebEasy.com