13 Style เพื่อการออกแบบบ้านและเฟอร์นิเจอร์ในแบบที่ต้องว้าว

Last updated: Nov 7, 2019  |  7 จำนวนผู้เข้าชม  |  Articles

13 Style เพื่อการออกแบบบ้านและเฟอร์นิเจอร์ในแบบที่ต้องว้าว

 ด้านการออกแบบในส่วนของปัจจุบัน คือ อยู่ในยุคของ Post-Modernism เป็นยุคของการเสาะแสวงหา สไตล์ในยุคนี้มีเยอะมากๆ และหลากหลายตามแต่ความชอบ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็สามารถที่จะเลือกผสมผสานได้ตามแต่ใจ ในการตกแต่งบ้าน อาคาร หรือ ห้อง ควรมีองค์ประกอบที่สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นผนัง บานประตู เฟอร์นิเจอร์ ตู้ เตียง โต๊ะ ต่างๆ เพื่อความบาลานซ์ และสมดุล เป็นเรื่องราวเดียวกันนั่นเอง

1. Post Modern Style

          โพสต์ โมเดิร์น คือการตกแต่งห้อง หรือออกแบบใหม่ที่ไม่ใช่ทั้ง Modern Style และ Classic Style แต่การตกแต่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างทั้งสองรูปแบบ เราจะเห็นได้จากผลงานส่วนใหญ่ของ โพสต์ โมเดิร์น นี้จะมีการสร้างผลงานแบบ Modern ที่เน้นความเรียบง่าย มีรูปทรงที่โดดเด่น เตะตา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีการตกแต่งรายละเอียด หรือมีกลิ่นอายของงาน Classic ไปด้วยในตัว

          ในปัจจุบันการตกแต่งแบบ Post Modern Style กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยรูปแบบการตกแต่งที่มีความเป็นตัวเองเหมาะสำหรับเพื่อนๆ ที่เบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรที่ตายตัว มีความหลากหลายในความชอบอาทิเช่น มีห้องนอนแบบโมเดิร์น แต่ประดับด้วยกระจกลายหลุยส์สีทองบานใหญ่ ที่มีลวดลายสวยงาม เป็นต้น การตกแต่งแบบ โพสต์ โมเดิร์น นับว่าเป็นการตกแต่งตามความชอบส่วนตัว และสนองความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยล้วนๆ

2. Futuristic Style

          ลัทธิ Futurism เป็นแนวความคิดที่เกิดจากความศรัทธาต่ออนาคต โดยแสดงให้เห็นจากงาน ศิลปะ และความเคลื่อนไหวของสังคม ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นข้อสรุปทางสังคมของชาวอิตาเลียนอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวของ Futurism หาได้อยู่แต่ในอิตาลีเท่านั้น ยังเคลื่อนไหวไปพร้อมๆกับประเทศรัสเซีย อังกฤษ และประเทศต่างๆทั่วไป นั่นคือการออกแบบในรูปแบบคล้ายอวกาศ หรือ แนวว Sci-fi นั่นเอง

3. Minimalism Style  

      แนวคิดหลักของ มินิมอล สไตล์ คือความเรียบง่าย สะดวกสบาย มีการตกแต่งเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่รวมๆ แล้วจะต้องออกมาดูดีมีสไตล์ ตามปรัชญาแนวคิดที่ว่า “Less is More” แปลว่า “น้อยแต่มากด้วยประโยชน์” โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตประจำวัน

          ด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความเรียบง่ายนี้ ปัจจุบันการตกแต่งแบบ Minimal Style ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มของคอนโดมิเนียม ที่มีพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างจำกัด แต่ด้วยการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่ครบทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน ผสมกับสีโทนสว่างบางเบา เพียงเท่านี้ห้องที่มีพื้นที่แคบๆ ก็สามารถทำให้น่าอยู่ แลดูกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม

4. Orienral Style : แบ่งตามสไตล์ของแต่ละประเทศ

          การตกแต่งที่สื่อถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิต ของชาวตะวันออก ถ่ายทอดผ่านงานศิลปะลงบนเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งต่างๆ มีการจัดวางตามศาสตร์ความเชื่อของวัฒนธรรมนั้นๆ เช่น ฮวงจุ้ย คติความเชื่อ ฯลฯ และถึงแม้ตัวอาคาร หรือบ้านจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยปัจจุบัน ความเป็น โอเรียนทัล สไตล์ สามารถที่จะปรับให้เข้าได้ทุกยุคสมัย โดยยังยึดหลักและแนวทาง คติความเชื่อแบบชาวตะวันออก

          วัสดุที่นำมาตกแต่งส่วนใหญ่มักใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ไม้, ไม้ไผ่, ผ้า, กระดาษสา, เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อให้สอดคล้องกับการตกแต่งในวัฒนธรรมนั้นๆ ในปัจจุบันไม่เพียงแต่ในเอเซียเท่านั้นที่นิยม ทางฝั่งตะวันตกได้นำรูปแบบการตกแต่งแบบ โอเรียนทัล นี้ไปทำเป็นรีสอร์ท และโรงแรมระดับ 5 ดาวกันอย่างมากมาย

          คนไทยเชื้อสายจีนจะนิยมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ประดับมุก เน้นสีแดง, ถ้าชอบบรรยากาศสไตล์รีสอร์ท จะนิยมตกแต่งสไตล์บาหลี ที่จะใช้เครื่องจักสานเน้นโทนสีที่อบอุ่น หรือถ้าตกแต่งแบบไทยๆ จะนิยมนำของตกแต่งที่เป็นผ้าไหม ซึ่งมีความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ มาใช้ในการตกแต่ง เป็นต้น

5. Vintage Style

เช่น French Country กับ English Country, American Country, Modern Rustic แบบดูดิบๆหน่อยๆ

          ห้องที่ตกแต่งแบบ Vintage Style นั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่บ่งบอกถึงสไตล์นี้อย่างชัดเจน อาทิเช่น ผนังไม้แบบซ้อนเกล็ด, การติดคิ้วไม้เล็กๆ เพิ่มความน่าสนใจให้กับผนัง, บานประตู และหน้าต่างตกแต่งเหล็กดัดลายเถาวัลย์สไตล์ Wrought Iron ที่มีต้นกำเนิดมาจากอิตาลี, ชิ้นส่วนประดับที่ทำจากทองเหลืองไม่ว่าจะเป็น มือจับลิ้นชัก ลูกบิดประตู มือจับหน้าต่าง เป็นต้น

6. Retro Style : ช่วงยุค 50’s 60’s 70’s 80’s 

         รูปแบบการตกแต่งแบบ Retro Style มีเอกลักษณ์โดดเด่นในการตกแต่ง มีการเลือกใช้ลวดลายกราฟฟิคมาใช้ในการตกแต่ง เช่น ลวดลายของ Wall Paper, ลวดลายของผ้าม่าน, เครื่องนอน นอกจากนี้ก็จะมีการนำเอาเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่มีดีไซน์แบบโมเดิร์นในยุค 1950-1970 มาตกแต่ง รวมจนถึงเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ภาพวาด นาฬิกา โทรศัพท์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง สิ่งเหล่านี้จะทำให้เพื่อนๆ นึกถึงความทรงจำในอดีตได้เป็นอย่างดี

7. Loft/Industrial Design Style

          แนวคิดหลักของ ลอฟท์ สไตล์ คือเน้นพื้นที่กว้างขวาง ไม่นิยมกั้นเป็นห้องๆ จะใช้เพียงเฟอร์นิเจอร์มากั้นแยกส่วนออกเป็นห้องต่างๆ เพดานสูง ถ้ามีโครงสร้างเหล็ก ปูนเปลือย ปูนขัดมัน อิฐเปลือย ก็ยิ่งดี เพราะแนวนี้จะเคารพในวัสดุที่มีอยู่ก่อนหน้า หน้าต่างใช้บานใหญ่ๆ บันไดเหล็ก ท่อสายไฟและท่อน้ำเผยให้เห็นถึงระบบภายใน ล้วนแต่เป็นความเท่ห์ ที่ไม่ต้องเสริมเติมแต่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาพร้อมกับโครงสร้างเดิมอยู่แล้ว

          สำหรับการตกแต่งแบบ ลอฟท์ สไตล์ กำลังมาแรงพอสมควรในเวลานี้ ซึ่งเราจะเห็นได้จาก ที่อยู่อาศัย โรงแรม โฮมสเตย์ร้านอาหาร ไปจนถึงอาคารต่างๆ ส่วนใหญ่ ลอฟท์ สไตล์ จะผสมผสานกับการตกแต่งแบบร่วมสมัย เช่น ใช้วัสดจากุธรรมชาติมาตกแต่งไม่ว่าจะเป็น ของตกแต่งที่ทำจากหิน เฟอร์นิเจอร์ไม้ ฯลฯ หรืออาจใช้ โลหะ สแตนเลส หรือแก้ว มาสร้างความโดดเด่น ความเท่ห์ ให้ห้องดูมีความทันสมัยมากขึ้น

8. Contemporart Style

          คอนเทมโพรารี่ สไตล์ ส่วนใหญ่จะเริ่มจากพื้นฐานความเรียบง่าย หลังจากนั้นจึงเริ่มตกแต่งเพิ่มเติมให้สวยงามขึ้น ด้วยของใช้เฟอร์นิเจอร์ หรือของแต่งบ้าน ที่ตรงตามรสนิยมของผู้อยู่อาศัย คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยต่างๆ เป็นหลัก อาจจะมีการปรับแต่งการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ของประดับ หรือข้าวของเครื่องใช้ ให้มีประโยชน์ใช้สอยที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์เดิม แต่ยังไม่ละทิ้งรายละเอียดที่เป็นเอกลักษณ์ ความมีเสน่ห์ ของเฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งนั้นๆ

          ดังนั้นการตกแต่งแบบ คอนเทมโพรารี่ สไตล์ ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการศิลปะค่อนข้างมาก เช่น เรื่องโทนสี วัสดุ แสงเงา ฯลฯ ถ้าไม่มีความรู้เหล่านี้ การแต่งห้องให้สวยงามลงตัวนั้น คงเป็นไปได้ยากเลยทีเดียว

9. Classic Style

          เป็นสไตล์ที่ทุกคนน่าจะเคยเห็น รูปแบบจะมีความหรูหราไม่ได้เน้นการใช้สอยเท่าไร เนื่องจากเป็นสไตล์ที่ต้องการความโอ่อ่า สวยงาม จึงเหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่เยอะและฝ้าเพดานสูง

          ลักษณะเด่นของการแต่งบ้านแบบคลาสสิค จะเป็นงานไม้ มีการกลึงแบบเซาะร่อง และแกะสลักรายละเอียด มีการย้อมสีไม้ที่เน้นงานประณีต มีการโชว์ลายไม้หรือทําให้ดูเก่าผสมทอง มีการใช้ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ที่พิมพ์ลายชัดเจน มีการทออย่างประณีต หรือใช้หนังแท้ผสมผสานกับการตอกหมุดทองเหลือง งานพื้นถ้าเป็นหินก็จะใช้หินอ่อนลายสวยๆหรือหินแกรนิต มีการใช้ม่านที่จับจีบระบาย หรือกุ๊นด้วยเชือกเกลียวอย่างเข้าชุดกัน

10. Modern Style  

        เป็นสไตล์ที่คำนึงถึงคุณค่า และศักยภาพการใช้งานของสิ่งต่างๆ ประหยัดวัสดุและแรงงานใน การก่อสร้าง ดังนั้นจึงเกิดการลดทอนองค์ประกอบตกแต่งที่ไม่จำเป็นมาใช้รูปทรงเรขาคณิตแทน ไม่มีการตกแต่งใดๆเพิ่มเติม หรือปกปิดพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผนัง ฝ้า พื้น เพดาน ฯลฯ ยอมรับลักษณะที่เป็นธรรมชาติของวัสดุและโครงสร้าง เนื่องจากคำว่า Modern แปลว่า ใหม่หรือทันสมัย จึงหมายถึง การออกแบบในรูปแบบใหม่ๆ เหมาะสมสำหรับยุคนั้นๆ

11. Mix & Match Style

          การตกแต่งบ้านแบบผสมผสานระหว่างของเดิมที่มีอยู่แล้ว นำมาจับคู่กัน ตกแต่งร่วมกันอย่างกลมกลืน เหมาะสม  ทั้งนี้อาจจะใช้สิ่งของใหม่ๆ หลากสไตล์นำมาตกแต่งร่วมกับของเดิมที่มีอยู่แล้วก็ย่อมได้ การตกแต่งในสไตล์นี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง เพราะทั้งประหยัด สนุกไปกับการตกแต่ง เหมาะสำหรับผู้ที่มีไอเดียบรรเจิดมีความคิดสร้างสรรค์ หรือถ้าเป็นมือใหม่หัดแต่งห้อง การหาข้อมูลในการตกแต่งนั้นสามารถหาได้ง่ายในปัจจุบัน

          ลักษณะที่โดดเด่นของ มิกซ์ แอนด์ แมทช์ สไตล์ จะเป็นการใช้สีสันที่สดใส มีการใช้สีคู่ตรงกันข้าม วัสดุที่แตกต่าง เช่นพื้นไม้จับคู่กับชุดโต๊ะสแตนเลส พื้นปูนขัดมัน จับคู่กับพรมลายหนังวัว เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความสนุกสนาน ตื่นเต้น เป็นสไตล์ของตัวเอง ไม่มีกฎเกณฑ์ในการตกแต่ง เติมความสนุกหรือความเป็นตัวคุณลงไป  เพื่อสร้างสรรค์เอกลักษณ์และรูปแบบเฉพาะตัว

12. Eclectic Style

          การคัดสรรการตกแต่งต่างๆ ที่สวยงามของทางยุโรป โดยนำหลายๆ ยุคสมัยมาผสมผสานให้กลมกลืน สวยงาม อิเคลคทิค สไตล์ ถือกำเนิดขึ้นในสมัย Victoria เพราะเป็นยุคที่ศิลปะมีความเฟื่องฟู ผู้คนเข้าถึงและเสพงานศิลปะเพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวคิดเอาศิลปะในยุคกลางอย่าง Renaissance และ Gothic มาผสมผสานให้เข้ากันกับศิลปะแบบ French Rococo ซึ่งออกแนวโรแมนติก หรือนัยหนึ่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็นการนำเอาการตกแต่งแบบ Classic Style ในหลายๆ ยุคมาตกแต่งผสมกัน ถ้ากลัวความน่าเบื่อ หรือดูแล้วโบราณ ก็สามารถนำเอาสไตล์การตกแต่งแบบ Modern Style เข้ามาร่วมได้ เพราะจะทำให้ห้องแลดูมีความร่วมสมัย ไม่รก ผสมปนเปดังเช่นยุคแรกๆ

          ในการตกแต่งแบบ Eclectic Style เหมาะสำหรับคนที่ชอบการตกแต่งแบบ Classic Style ที่หลายใจหน่อย ( ชอบหลายยุค ) ในการตกแต่งค่อนข้างทำได้ยากอาจจะมีปัญหาเรื่องความสวยงาม ความลงตัว และราคาที่อาจบานปลาย จึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญพอสมควร ไม่เช่นนั้นในห้องของเพื่อนๆ อาจจะไม่สวยงามดังฝัน ถ้าอยากแต่งห้องแบบ อิเคลคทิค จริงๆ แนะนำอย่าให้เกิน3 ยุค เพราะถ้าเกินกว่านี้จะคุมได้ยาก

13. Cottage Style  

        ในการตกแต่งแบบนี้ มีชื่อเสียงในเรื่องเสน่ห์และความสะดวกสบายแบบธรรมชาติ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างบรรยากาศแบบผ่อนคลาย ให้กับบ้านหรือคอนโดที่อยู่ท่ามกลางความวุ่นวายในเมือง เสน่ห์อย่างหนึ่งในการตกแต่งสไตล์ Cottage ก็คือการใช้วัสดุแบบธรรมชาติที่ออกแนวคันทรี่นิดๆ แต่มีความเรียบง่าย อาจจะใช้วัสดุเก่าๆ ข้างตัวมาแปลงโฉมให้ดูเก๋ก็ได้

          การออกแบบตกแต่งแบบ Cottage style จะใช้วัสดุแบบธรรมชาติที่มีความเรียบง่าย และเปลือยเปล่าอย่างเช่นการใช้ไม้สนเป็นวัสดุในการทำฝ้าเพดาน และผนัง ด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของตัวไม้ที่ไม่สมบูรณ์และรอยด่างของสีให้ความรู้สึกของธรรมชาติแบบ Earthy โดยไม่จำเป็นต้องเติมแต่งงานศิลป์บนผนัง หรือกล่าวคือใช้ความมีเสน่ห์ของพื้นผิวมาแต่งห้องให้สวยงามนั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง Cottage Style และ Vintage Style

หลักง่ายๆ ให้ดูที่เฟอร์นิเจอร์และการใช้สี กล่าวคือ ในแบบ
Vintage Style เฟอร์นิเจอร์จะมีความสวยงามเน้นโชว์ลวดลายมากกว่า
Cottage Style จะเน้นเรื่องการใช้งานและโชว์ความดิบของเนื้อไม้มากกว่า ส่วนเรื่องสีแบบ วินเทจ นิยมใช้สีแบบ Pastel ในการตกแต่ง แต่ คอทเทจ จะเน้นแบบเอิร์ทโทน 

ความแตกต่างระหว่าง  Vintage Style และ Retro Style

Vintage Style จะออกแนวหวานๆ มีของประดับ และเครื่องประดับที่มีส่วนผสมของลายที่สวยงาม สีออกไปในโทน พาสเทลเป็นส่วนใหญ่ และยังเป็นสไตล์ที่ผู้หญิงนิยมนำมาตกแต่งกันมากมายในปัจจุบัน
Retro Style เรียบง่าย มีสไตล์ ตกแต่งด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ ที่ทันสมัย (ทันสมัยในยุค 1950-1970) การใช้สีเน้นความสดใส รวมไปถึงการใช้สีที่แรงๆ มีรูปทรงเรขาคณิตเป็นส่วนประกอบ

Cr. http://www.ishomefurniture.com/blog/style-การออกแบบเฟอร์นิเจอร์/

                                                   ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=BvxJvWk9ZOg

จำหน่าย น้ำยากันลื่น SURE MOVE แก้ปัญหา พื้นห้องน้ำลื่น ด้วยวิธีง่าย ๆ ใช้กับพื้นกระเบื้อง แกรนิต เซรามิคทุกชนิด 
สนใจติดต่อสอบถาม 089-792-5454
Line  : http://nav.cx/3IqrJ4O 

Powered by MakeWebEasy.com