HOW TO....เลือกพื้นบ้านอย่างไร ให้สวยและทนทาน

Last updated: 2020-12-27  |  119 จำนวนผู้เข้าชม  | 

HOW TO....เลือกพื้นบ้านอย่างไร ให้สวยและทนทาน

  โอ๊ะ..โอ มีคนกล่าวกันมาว่ายิ่งเลือกเยอะ ยิ่งดี เห็นท่าจะจริงค่ะ เพราะหากเราต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ก็จำเป็นต้องคัดสรร ค้นหาสินค้าคุณภาพสูงสุด เช่นเดียวกันกับบ้านของเรา วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ใช่เพียงอาศัยความสวยงามเท่านั้น ลักษณะการใช้งานก็ต้องเลือกความทนทานด้วยเช่นกัน

     และเมื่อพูดถึงบ้านที่เราอาศัยอยู่นั้น “พื้นบ้าน” ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นบริเวณที่ร่างกายได้สัมผัสมากกว่าที่อื่นเอ...แล้วอย่างนี้ เราควรจะเลือกพื้นอย่างไรซึ่งมีตั้งหลายประเภท ให้ได้คุณภาพดี ทนทานและถูกใจ (จะเลือกถูกไหมเนี๊ย?...)วันนี้ Karunteeจึงนำเคล็ด (ไม่) ลับ เกี่ยวกับการเลือกพื้นบ้านมาฝากกัน

คำเตือน!! ก่อนตัดสินใจเลือกและซื้อ ควรคำนึงถึงความต้องการและประโยชน์ในการใช้สอยภายในบ้านของเราด้วยนะจ๊ะ

ข้อนี้สำคัญสุดๆ...
 
 

     1.พื้นไม้ (Solid Wood) เป็นพื้นไม้แผ่นใหญ่จากธรรมชาติ เซาะลิ้นร่องด้านข้าง โดยส่วนมากมักมีขนาดหน้ากว้างประมาณ 4 หรือ 6 นิ้วขึ้นไป และมีความยาวตั้งแต่ 1.50 เมตร (ความหนาประมาณ 1 หรือ 1 1/2" ขึ้นไป)ด้วยขนาดที่ค่อนข้างใหญ่นี้เอง เวลาปูพื้นไม้แผ่นจะต้องยิงตงไม้ลงบนพิ้น ทุกๆ ระยะ 50-60 ซม. จากนั้นจึงจะเทพื้นปูนให้เสมอหน้าตงไม้ แล้วจึงจะปูแผ่นไม้พื้นลงไป โดยจะยิงตะปูลงไปที่ลิ้นร่องยึดติดกับตงไม้ด้านล่าง เพื่อป้องกันแผ่นไม้บิดหรือยืดขยายตัว เมื่อปูเรียบร้อยแล้ว จึงจะสามารถเริ่มขั้นตอนการขัดและทาเคลือบเช่นเดียวกับพื้นไม้ปาร์เก้ พื้นไม้แผ่นมีราคาค่อนข้างสูงมากและขึ้นอยู่กับชนิดของไม้ที่เลือกใช้ โดยเฉลี่ยราคาเริ่มต้นที่ตารางเมตรละ 3,500 - 5,000 บาทขึ้นไป

     พื้นไม้แผ่นที่นิยมมากที่สุดได้แก่ ไม้แดง ไม้มะค่า และไม้สักเพราะคุณสมบัติที่โดดเด่นคือมีความแข็งแรงทนทานสีสันสวยงาม สามารถขัดหรือทำสีใหม่ได้อยู่ตลอดและมีอายุการใช้การนานปัจจุบันพื้นไม้หายากมากๆ เพราะราคาพื้นไม้ค่อนข้างสูง แต่สร้างความรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้สัมผัส
 
 
      2. พื้นไม้ปาร์เก้ (ไม่ใช่เร้กเก้นะจ๊ะ) ลักษณะจะเป็นชิ้นไม้เล็กๆ (หน้าไม้จะใหญ่ไม่เกินขนาด 4"x14") ขนาดเล็กกว่าไม้พื้นชนิดแผ่นมาก โดยนำมาตัดและเซาะร่อง ก่อนจะปูเรียงกันด้วยกาวติดบนพื้นคอนกรีตขัดมันเรียบ เมื่อปูเสร็จแล้วจึงจะเริ่มขั้นตอนการขัดผิวหน้าให้เรียบเท่ากันทั้งผืน หลังจากนั้นจึงเริ่มการทาเคลือบด้วยน้ำยาเคลือบไม้ชนิดต่างๆ เช่นยูนีเทน  อีกหลายครั้งจนเกิดความเรียบ เนียนและสวยงาม การปูพื้นด้วยไม้ปาร์เก้และพื้นไม้แผ่นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานกว่าพื้นประเภทอื่น เนื่องจากต้องรอให้กาวติดไม้แห้งสนิทก่อนจึงจะทำงานในขั้นตอนต่อไปรวมไปถึงต้องรอให้น้ำยาเคลือบไม้ในแต่ละชั้นแห้งด้วย เพราะเหตุนี้จึงทำให้ต้นทุนของพื้นไม้ปาร์เก้ค่อนข้างแพง (ตารางเมตรละ 1,500-2,500 บาท) ที่สำคัญผิวหน้าของพื้นไม้ปาร์เก้มักไม่ทนต่อการขูดขีด ต้องแก้ไขโดยวิธีการการขัดผิวหน้าและทาเคลือบใหม่ นอกจากนี้พื้นไม้ปาร์เก้ไม่ทนต่อความชื้นหรือสภาพน้ำขัง ทำให้ในปัจจุบันบ้านส่วนใหญ่มักนิยมปูพื้นไม้ปาร์เก้ไว้ที่ชั้นบน

     ไม้ที่มักนำทำพื้นปาร์เก้คือไม้แดง ไม้มะค่าและไม้สัก โดยไม้แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปดังต่อไปนี้

     ไม้สัก เป็นไม้ที่นิยมนำมาทำไม้ปาร์เก้น้อยกว่าไม้ชนิดอื่นๆ (เพราะอะไรล่ะ?)  เนื่องจากไม้สักเป็นไม้ผิวอ่อน ทำให้รับน้ำหนักได้ไม่ค่อยดี เมื่อใช้ไปนานๆ จะเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ที่สำคัญหายาก ราคาสูง แต่ข้อดีของไม้สักคือเป็นไม้ที่มีลายสวยงาม ปลวกไม่ขึ้น

     ไม้มะค่า คุณภาพดีที่สุดในการนำมาทำไม้ปาร์เก้ เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง รับน้ำหนักได้ดี ลายไม้สวยงามมองเห็นได้ชัดเจน เนื้อไม้เหนียวไม่เปราะ หรือขยายตัวได้ง่ายๆ

     ไม้แดงเป็นไม้เนื้อแข็งรองรับน้ำหนักได้ดีไม่ยุบตัวง่าย แต่ก็มีข้อเสียที่สีของไม้ค่อนข้างเข้ม ทำให้มองเห็นลายไม้ไม่ชัดเจน และเนื้อไม้เกิดการขยายตัวได้ง่าย ทำให้ปาร์เก้ไม้แดง เป็นปาร์เก้ที่ราคาไม่สูงนัก
 
 
 
     3. พื้นไม้ลามิเนต เป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับไม้จริง ทำจากชั้นไม้อัดและโดยส่วนใหญ่จะปิดผิวด้านบนด้วยไวนิล อาจมีผู้ผลิตบางรายที่ปิดด้วย Veneer ไม้ทำสีสำเร็จรูปด้วยเช่นกัน น้ำหนักเบา ปูพื้นง่าย ราคามีหลายระดับตั้งแต่ราคาต่ำไปจนถึงปานกลาง (ราคาตั้งแต่ 550 - 2,000 บาท/ตารางเมตร) ข้อเสียพื้นไม้ชนิดนี้คือมีความทนทานต่อความชื้นต่ำที่สุดในบรรดาพื้นที่กล่าวมาทั้งหมด โดยมักจะบวม โก่งหรือบิด ปัจจุบันมักนิยมใช้เป็นวัสดุมาตรฐานในห้องชุดพักอาศัย หรือบ้านจัดสรรระดับกลางลงไป ส่วนข้อดีของพื้นไม้ลามิเนตได้แก่

     - เวลาการติดตั้งที่รวดเร็วกว่า
     - ผิวหน้าสามารถทนทาน ต่อรอยขูดขีด แรงกดกระแทกได้ดีกว่าพื้นไม้ธรรมชาติ
     - สามารถเลือกสีผิวหน้าให้เป็นลวดลายที่ต้องการได้
     - พื้นไม่เก็บฝุ่นและเชื้อโรค ต่างจากพรม และกระเบื้อง
     - ทำความสะอาดได้ง่าย
     - เหมาะกับการใช้งานในร่ม ที่อยู่อาศัย ร้านค้า ห้องประชุม ทั้งนี้ควรเลือกรุ่นความแข็งแรงให้เหมาะสม
     - สามารถรื้อออกและปูซ้ำใหม่ได้ง่าย
 
 
 
     4. กระเบื้องเซรามิค หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า “กระเบื้อง” เป็นวัสดุปูพื้นที่นิยมที่สุดในปัจจุบันและด้วยเทคโนโลยีการผลิตกระเบื้องจากวัสดุเซรามิคพร้อมกับเคลือบสีและเผาด้วยอุณหภูมิสูง จึงทำให้กระเบื้องเซรามิคมีความแข็งแกร่งทนทาน น้ำหนักเบา กันน้ำได้ดี ทำความสะอาดง่าย ติดตั้งได้ทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งมีลวดลายให้เลือกมากมาย ทั้งสินค้าที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศวิธีการปูยังทำได้ไม่ยุ่งยาก หาช่างได้ง่ายกว่าพื้นชนิดอื่น กระเบื้องจะมีราคาหลากหลายขึ้นอยู่กับกระเบื้องที่เลือกใช้  โดยทั่วไปราคารวมค่าแรงแล้วจะตกอยู่ที่ 800-4,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป  ข้อควรสังเกตพื้นกระเบื้องบางรุ่น บางขนาด อาจมีการผิดเพี้ยนเรื่องขนาดของแต่ละแผ่น และอาจพบปัญหาแผ่นกระเบื้องบิด ในกระเบื้องแผ่นใหญ่

     ปัญหาของการปูกระเบื้องเซรามิคก็คือ ต้องอาศัยความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก กระเบื้องมักขาดตลาดในลายที่ต้องการ เมื่อเกิดความเสียหายและแตกหักภายหลังจะหามาทดแทนไม่ได้ จึงควรเก็บสต็อคกระเบื้องที่ใช้ไว้บ้าง กระเบื้องเซรามิคให้ความรู้สึกค่อนข้างแข็งและรู้สึกเย็นเมื่อได้สัมผัส จึงไม่เหมาะกับการใช้ในห้องนอนหรือห้องพักผ่อน
 
 
 
     5. กระเบื้องยางหรือกระเบื้องไวนิล เป็นวัสดุที่นิยมใช้ในอาคารสำนักงาน อาคารสาธารณะและสถานที่ราชการเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีราคาไม่แพง (ราคาประมาณตารางเมตรละ 400-1,100 บาท) น้ำหนักเบา ปูพื้นผิวได้ง่าย และผิวหน้าสามารถทนทานต่อรอยขูดขีดได้ดีมาก ในปัจจุบันกระเบื้องยางได้มีการพัฒนาและออกแบบลวดลายพื้นผิว (texture) ให้มีความสวยงามมากขึ้น รวมทั้งมีรุ่นที่เลียนแบบพื้นไม้ซึ่งให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับของจริงในราคาไม่แพงมากมีคุณสมบัติเช่นเดียวกันกับกระเบื้องยางอย่างครบถ้วน จึงมีผู้นิยมใช้กระเบื้องยางชนิดนี้กับบ้านพักอาศัยมากขึ้น
 
 
 
     6. พรมอัด เป็นวัสดุปูพื้นราคาประหยัด มักใช้แทนพรมทอซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีราคาแพงและอายุการใช้งานสั้น ดูแลรักษายาก (ในที่นี้ จึงข้ามพรมทอไป เนื่องจากแทบไม่มีใช้งานแล้ว)พรมอัดจะเป็นวัสดุที่ทอขึ้นจากเส้นใยสังเคราะห์และอัดออกมาเป็นแผ่นบางๆ (จึงเป็นที่มาของคำว่า พรมอัด) ตัวพรมอัดจะมีสีให้เลือกน้อย เมื่อได้สัมผัสจะให้ความรู้สึกกระด้าง เนื่องจากตัววัสดุเป็นแผ่นบาง อย่างไรก็ตามพรมอัดมักจะใช้ปูพื้นในงานที่ใช้ชั่วคราว เช่นงานนิรรศการชั่วคราว หรืองาน Fair ต่างๆ
 
 
 
     7.พรมชนิด Carpet Tile เป็นวัสดุที่นิยมใช้ในอาคารสำนักงานที่ต้องการความหรูหรา เนื่องจากมีลวดลายและสีสันที่สดใส พร้อมทั้งความหนาที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับพื้นพรมมากกว่าพรมอัด แต่เนื่องจากพรมชนิดนี้ทอขึ้นมาเป็นแผ่นขนาดประมาณ 50x50 ซม. เวลาปูจึงต้องนำมาปูเรียงกันคล้ายกระเบื้อง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ Carpet Tile อย่างไรก็แล้วแต่พรม Carpet Tile ยังคงต้องการการดูแลรักษาเช่นเดียวกับพรมทอ แต่หากพรมแผ่นใดสกปรกหรือเสียหายมาก ก็สามารถรื้อเปลี่ยนได้เป็นแผ่นๆ ไป ทำให้สะดวกกว่าพรมทอ พื้น Carpet Tile จะมีราคาประมาณตารางเมตรละ 600-1,200 บาท
 
 
 
     8. หินอ่อน-หินแกรนิต เป็นวัสดุปูพื้นที่ให้ความหรูหรา แต่กลับได้รับความนิยมน้อยลงอย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากราคาค่อนข้างสูง(พื้นหินอ่อนและหินแกรนิต เมื่อรวมกับค่าแรงปูพื้นแล้ว จะมีราคาตั้งแต่ 1,500-5,500 บาท) น้ำหนักวัสดุมาก ควบคุมลวดลายและสีสัน รวมไปถึงตำหนิต่างๆ ได้ยากเนื่องจากเป็นวัสดุธรรมชาติ จำนวนช่างฝีมือก็มีน้อยลง โดยส่วนใหญ่หันมานิยมเลือกใช้กระเบื้องลายหินอ่อนที่มีแผ่นขนาดใหญ่มาทดแทนมากกว่า

     พื้นหินอ่อนและแกรนิต จะให้ความรู้สึกหรูหรามากที่สุดในบรรดาพื้นทั้งหมด แต่ก็เป็นรอยขูดขีดง่ายและอาจมีสีด่าง เมื่อโดนความชื้นหรือสารเคมีกัด ดังนั้นพื้นหินอ่อนและแกรนิตนี้ จึ้งการการดูแลและบำรุงรักษาเป็นพิเศษ

     นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการเคลือบผิวหน้าของพื้นชนิดนี้ ในกรณีที่ไม่ต้องการให้เห็นร่องยาแนว โดยช่างจะทำการขัดผิวหน้าของหินที่ปูเสร็จเรียบร้อย ออกไปทั้งหมด จากนั้นจะเก็บร่องรอยต่อแล้วเคลือบพื้นทับทั้งผืน ทำให้ไม่เห็นรอยยาแนวและไม่มีฝุ่นลงไปเกาะในร่องรอยต่อของพื้นหินแต่ละแผ่นอีกต่อไป
 
 
 
      9. หินขัด เป็นวัสดุที่สามารถสร้างลวดลายสีสันได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของหินและสีที่ผสมลงไป มีความแข็งแรง ทนทานมาก ดูแลรักษาง่าย มีลวดลายในตัวจึงไม่ค่อยสกปรก สามารถใช้งานทั้งในร่มและงานออกแดด มีลวดลายที่สวยงามตามธรรมชาติเหมาะสำหรับตกแต่งทางเดิน พื้นสวนหรือจะเป็นพื้นในบ้าน

     ในปัจจุบันตามบ้านเรือนทั่วไปไม่ค่อยนิยมทำพื้นหินขัดกันแล้ว เนื่องจากทำงานยาก ช้า และมีลวดลายไม่มาก รวมทั้งมีวัสดุทดแทนที่ให้ความสวยงามหรูหราและดูมีรสนิยมกว่า แต่เราจะยังสามารถพบเห็นพื้นหินขัดได้ตามห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าต่างๆ เนื่องจากให้ความแข็งแรง ดูแลรักษาง่าย และราคาไม่แพง
 
 

     10. พื้นอีพ็อกซี่ (Epoxy) เป็นพื้นสังเคราะห์ที่เกิดจากส่วนผสมทางเคมี โดยละลายแล้วเทราดลงบนพื้นที่เรียบ จากนั้นเกลี่ยหรือขัดแต่งให้เรียบสวย มีความทนทาน เหมาะสำหรับใช้ในอาคารโรงงาน โกดังและสนามกีฬาบางประเภท ราคาข้างต้นอยู่ที่ประมาณ 600-1,100 บาท/ตารางเมตรคุณสมบัติพิเศษของพื้นอีพ็อกซี่คือ พื้นไร้รอยต่อ แข็งแกร่งรับน้ำหนักได้ดีทนทานต่อกรด ด่าง และสารเคมีทุกชนิด ปราศจากฝุ่น ทำความสะอาดง่าย ไม่เป็นเชื้อรา มีหลายสีให้เลือก สามารถทำผิวได้หลายแบบทั้งผิวเรียบมัน ผิวหยาบ ผิวมันเงาและผิวด้าน
 
     เป็นอย่างไรกันบ้างคะ นับว่าพื้นแต่ละประเภทก็มีความสวยงามและประโยชน์แตกต่างกันออกไป คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะค่ะว่าจะชอบและต้องการแบบไหน(ถ้าชอบพื้นหลายแบบขอแนะนำให้ปูผสมกันเลย ฮ่า ฮา )ที่สำคัญต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อด้วยจำไว้ว่าบ้านสวยด้วยมือเรา(เลือก)นะคะ

ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก http://www.bestroomstyle.com/

ที่มา : http://www.bareo-isyss.com/decor-guide/241-how_to_select_floor.html

                                                      ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=LkHoVwa02tk

จำหน่าย น้ำยากันลื่น SURE MOVE แก้ปัญหา พื้นห้องน้ำลื่น ด้วยวิธีง่าย ๆ เหมาะสำหรับใช้กับพื้นกระเบื้องเซรามิคทุกชนิด ยกเว้นกระเบื้องเคลือบเงาและกระเบื้องที่มีสีเข้ม 

ได้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน : ASTM E303-93 (2013) (ค่าแรงเสียดทานของพื้นผิว) 

ติดต่อเรา 

GMAIL :  sureformove@gmail.com

LINE   :  http://nav.cx/3IqrJ4O

     

Powered by MakeWebEasy.com